แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บัตรเครดิต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บัตรเครดิต แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2558

ชำระเงินออนไลน์ mPOS & Pay Social


 ชำระเงินออนไลน์ mPOS & Pay Social
ในยุคที่ Social Network มีอิทธิพลต่อโลกมากขึ้นการค้าขายมักจะเกิดขึ้นบน โซเชียล เน็คเวิร์ค อย่างมากเช่น และหลายคนมองว่าเป็นโอกาส แต่โอกาสนั้น มักจะไม่ได้มาได้โดยง่าย เพราะมันเกิดมากมายหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องความน่าเชื่อถือของร้าน รวมทั้งปัญหาเกี่ยวกับการชำระเงินที่สมัยก่อนจะต้องชำระเงินผ่านเงินสดเท่า นั้น ทำให้ไม่สามารถขายได้ในราคาที่สูงขึ้น หรือไม่ได้รับความสะดวกเท่าที่ควร จึงเกิดการจ่ายเงินในรูปแบบใหม่ที่ชื่อ mPOS (Mobile Point of  Sale) และที่กำลังจะตามมาเร็ว ๆ นี้  Pay Social  วันนี้จะพาไปการใช้งานว่ามันจะสะดวกจริง และเพิ่มยอดขายให้คุณได้จริงอย่างที่คำโฆษณากล่าวไว้หรือไม่

Pay Social ชำระเงินผ่าน Social Media
อัน ที่จริงแล้ว Pay Social คือบริการชำระเงินออนไลน์ผ่าน Social Media แห่งแรกของเอเชีย ที่ไม่ว่าคุณจะขายของทาง Facebook, Instagram, Twitter หรือช่องทางอื่น ๆ บน Social Network ใด ๆ บนโลกนี้ สามารถชำระเงินผ่าน Pay Social ได้แค่ติดลิงค์ URL หน้าเว็บชำระเงิน (http://pay.sn/ชื่อร้านของคุณ) เท่านั้น ลูกค้าก็สามารถชำระเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการได้ทันที

อีกช่องทางหนึ่งที่เพิ่มความสะดวกในการจ่ายเงินให้มากขึ้น ทำให้ความลังเลและเปลี่ยนร้านน้อยลง คุณสามารถคุมราคาได้อีกด้วย การที่มี Pay Social นอกจากสะดวกที่ลูกค้าจ่ายเงินได้ง่ายแล้ว ยังทำให้ร้านค้ารู้ถึงคำสั่งซื้อเพื่อจัดส่งสินค้าไปยังลูกค้าได้ทันที พร้อมทั้ง ยังสามารถให้ลูกค้าเลือกผ่อนชำระกรณีที่มียอดซื้อมาก ๆ

เมื่อ รายละเอียดดีขนาดนี้ จากการที่ได้ลองสมัครสมาชิกผ่าน Apps ทั้งใน iOS และ Android ที่เปิดให้บริการ ต้องบอกว่า ความสะดวกตกไปอยู่กับทาง Android เนื่องจากมีการเชื่อมต่อข้อมูลกับ Facebook ได้ทำให้ไม่ต้องกรอกข้อมูลให้ยุ่งยาก ส่วน iOS ณ  ยังไม่สามารถทำได้ แต่เชื่อว่า Feedback เหล่านี้คงไปถึงนักพัฒนา Pay Social ให้ปรับปรุงความสามารถของ Apps นี้ต่อไป แต่หลังจากสมัครใช้งานแล้วความสะดวกก็มีมากขึ้นทำให้กล้าสั่งสินค้าผ่านร้าน ค้า Social Network อีกด้วย

mPOS ชำระเงินผ่านสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต
mPOS (Mobile Point of Sale) สามารถเปลี่ยนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ให้กลายเป็นจุดชำระเงินได้ทันที ช่วยลดข้อจำกัดในการซื้อสินค้าและบริการ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถชำระเงินค่าสินค้าได้เพียงมีสัญญาณอินเทอร์เน็ต เท่านั้น จึงทำให้เกิดความสะดวกต่อร้านค้าและลูกค้าในเวลาเดียวกัน เพิ่มช่องทางการขาย ง่ายแก่การชำระเงิน ซึ่งปัจจุบันนี้มี 4 ธนาคารหลักที่ให้บริการนี้คือ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา  ธนาคารธนชาติ  และ ธนาคารกรุงไทย

ในกรณีที่เป็นบัตรเดบิต ให้ใช้อุปกรณ์ เครื่องอ่านบัตรแถบแม่เหล็ก เชื่อมต่อผ่านช่องเสียบหูฟังของสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ทำการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเสร็จสมบูรณ์แล้ว  จากนั้นเมื่อต้องการชำระเงิน ให้กดปุ่ม Swipe แล้วนำบัตรเดบิตแถบแม่เหล็กไปรูดที่เครื่องอ่านบัตรแถบแม่เหล็ก  เมือเครื่องอ่านบัตรแถบแม่เหล็กอ่านข้อมูลแล้ว บนหน้าจอจะแสดงชื่อผู้ถือบัตร หมายเลขบัตรสี่หลักสุดท้าย และวันหมดอายุ เพื่ออนุมัติการชำระเงินต่อไป

ในกรณีที่เป็นบัตรเครดิต ให้ใช้อุปกรณ์อ่านบัตรแบบอีเอ็มวีเชื่อมต่อผ่านช่องยูเอสบีของสมาร์ทโฟนและ แท็บเล็ต โดยหน้าจอจะแจ้งว่าให้ใส่บัตรเครดิตเข้าไปใน เครื่องรูดบัตร ก็ ให้ใส่บัตรเครดิตด้านที่มีชิปเข้าไปที่เครื่องรูดบัตร เมื่อเครื่องเครื่องรูดบัตรอ่านข้อมูลสำเร็จ ร้านค้าจะเป็นผู้กรอกข้อมูล จำนวนเงินที่ต้องชำระ และรหัสพนักงาน

จากนั้นให้ลูกค้าเจ้าของบัตรทำการกรอกอีเมลล์ เบอร์โทรศัพท์(เพื่อแจ้งเอสเอ็มเอส) และแตะที่ช่องลายเซ็น เพื่อเซ็นลายเซ็นผ่านหน้าจอ เมื่อข้อมูลครบถ้วน ระบบจะแจ้งผลการชำระเงิน จะแสดงรายละเอียดการชำระเงินบนหน้าจอและธนาคารจะส่ง Sale Slip ให้กับลูกค้าทางอีเมลล์หรือเบอร์โทรศัพท์มือถือ ที่ได้ใส่ข้อมูลไว้

อุปกรณ์ mPOS ช่วยเสริมสำหรับชำระเงินชนิดนี้ สามารถใช้ได้ตั้งแต่ธุรกิจขนาดเล็กไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่ ยกตัวอย่าง ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ที่ร่วมจับมือกับ AIA เพื่อให้เป็นหนึ่งในตัวเลือกของช่องทางการชำระเบี้ยประกันภัยที่ง่ายและรวด เร็ว ให้ตัวแทนประกันชีวิตมีความสะดวกในการออกไปพบลูกค้าและทำธุรกรรมได้อย่างครบ วงจรและปลอดภัยในขั้นตอนเดียว อีกทั้งยังสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ และทางด้านลูกค้าเองก็สามารถจ่ายชำระค่าเบี้ยประกันภัยด้วยบัตรเครดิตผ่าน ทางตัวแทนได้ทันที

อีกหนึ่งตัวอย่างจาก สายการบินนกแอร์ ซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์กับธนาคารกสิกรไทย ที่ใช้อุปกรณ์ mPOS มาช่วยในการชำระเงิน ค่าตั๋วเครื่องบิน โดยที่สนามบินดอนเมืองจะมีเจ้าหน้าที่ของสายการบินใช้อุปกรณ์เชื่อมต่อกับ สมาร์ทโฟนหรือไอแพดคอยให้บริการลูกค้า เป็นการเพิ่มช่องทาง การจำหน่ายตั๋วโดยสารอีกช่องทางหนึ่งเพื่อไม่ใช้ผู้โดยสารต้องต่อคิวนาน

สำหรับ ธุรกิจ SMEs หรือธุรกิจขนาดย่อมนั้นมีข้อได้เปรียบคือ มีความคล่องตัวในการปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมทางธุรกิจสูง แต่การเข้าถึงลูกค้าอาจทำได้ไม่ดีเท่ากับธุรกิจการค้าขนาดใหญ่ที่มีความ พร้อมครบทุกด้านเพื่อผู้บริโภค ฉะนั้น การชำระเงินในรูปแบบใหม่ ทั้ง mPOS (Mobile Point of Sale) และ Pay Social  อาจเป็นการเพิ่มมูลค่าในการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ซึ่งอุปกรณ์ mPOS และ Pay Social สามารถใช้ได้ในร้านค้าทุกประเภท

อาทิ ร้านดอกไม้ ร้านกาแฟ ร้านที่มีบริการส่งถึงบ้าน หรือแม้แต่ร้านอาหารในตลาดเยาวราช เพื่อสร้างความสะดวกให้ลูกค้าโดยการ ใช้อุปกรณ์รับชำระบัตรเงินผ่านบัตรเครดิต ทั้งนี้นอกจากจะเป็นการช่วยเพิ่มโอกาสให้กับ SMEs แล้ว ยังเป็นการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม เนื่องจากระบบจะส่งรายการที่ชำระเงินเรียบร้อยแล้วไปยังอีเมลล์หรือ SMS ตามที่เจ้าของบัตรระบุในขั้นตอนการชำระเงิน

Cr.Sanook,eCommerce Magazine

วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2558

บัตรเครดิตบนสายรัดข้อมือ

Photo : PSFK

ในยุคหลังๆโลกเรา เริ่มที่จะมี Wearable เกิดขึ้นมามากมายที่ออกมาเพื่อตอบโจทย์ผู้คนบนโลกที่ต้องการความสะดวกสบาย และเก๋ไก๋มากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็น Smartwatch ที่นอกจากดูเวลาได้แล้วยังสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานได้เลย หรือ Smartband Wearable ยอดนิยมสำหรับคนออกกำลังกายที่จะช่วยเป็นเครื่องวัดความดัน วัดระบบเผาผลาญ  หรือ วัดการเต้นของหัวใจ ซึ่งทั้ง 2 สิ่งนี้แม้ว่าจะยังไม่ใช่เทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกได้แต่ก็ค่อนข้างที่จะได้ รับความนิยมไม่น้อยเลยทีเดียว

แต่คุณจะรุ้หรือไม่ละว่า? นอกจาก Wearable ทั้ง 2 สิ่งนั้นแล้ว…ทุกวันนี้ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกเก๋ๆสำหรับนักช๊อป หรือ นักใช้เงิน ที่จะทำให้เราใช้งานได้สะดวกสบายโดยที่ไม่ต้องหยิบบัตรเครดิตออกจากกระเป๋า ด้วย อย่าง bPay wristband สายรัดข้อมือที่จะช่วยให้คุณสามารถจ่ายเงินได้เพียงนำไปแตะกับเครื่องอ่าน ข้อมูลบัตรเครดิตเสมือนเป็นเครื่องรูดบัตร เลย

การ จ่ายเงินแบบตื๊ดๆ ถือว่าเป็นแนวโน้มต่อไปของวงการเทคโนโลยี หลายค่ายเริ่มไปแล้วทั้ง Apple pay, Android pay, Samsung pay แต่ต่อไปมันจะทำให้ชีวิตคุณง่ายขึ้นกว่านั้น ด้วยการแปรเปลี่ยนไปอยู่ในรูปแบบของอุปกรณ์สวมใส่ติดร่างกายแทน ต่อไปไม่จำเป็นต้องควักกระเป๋าหรือมือถือขึ้นมาจ่ายตังด้วยบัตรเครดิตผ่านเครื่องอ่านบัตรแถบแม่เหล็ก แต่มันจะเปลี่ยนไปในรูปแบบสายรัดข้อมือแทน

หนึ่ง ในนั้นคือ Barclayscard หรือเรียกสั้นๆ ว่า bPay ซึ่งจะอยู่ในรูปแบบของสายรัดข้อมือ, พวงกุญแจหรือสติกเกอร์ติดพื้นผิวต่างๆ ซึ่งการใช้งานผู้ใช้จะต้องลงทะเบียนอุปกรณ์เหล่านั้นก่อนโดยอุปกรณ์นี้จะ เชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน(สามารถใช้ได้กับระบบ iOS และ Android)เพื่อทำการเชื่อมต่อกับบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตของธนาคารที่สมัคร ไว้ แต่เราจำเป็นต้องลงทะเบียนด้วย Email และใส่รหัส 5 หลักก่อนนะถึงจะใช้งานได้  จากนั้นก็สามารถนำไปแตะกับเครื่องอ่านในร้านค้าต่างๆ เช่น Starbucks, David Lloyd, Pret a Manger, Mark & Spencer หรือร้านอื่นๆ ที่รองรับ

bPay จะเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อติดตามการใช้จ่ายต่างๆ ผ่านแอปซึ่งมีทั้ง iOS และ Android (ส่วนผู้ใช้ Windows phone แม้ยังไม่มีแอปก็สามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์แทน) รวมถึงเชื่อมโยงกับบัตรเครดิตและบัญชีธนาคาร นอกจากนั้นมือถือยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือเซ็ตอัพระบบ ซึ่งการตั้งค่าง่ายมากเลย เพียงแค่ใส่ชิพที่มีขนาดเท่ากับซิมโทรศัพท์เข้าไปในพวงกุญแจหรือสายรัดข้อ มือ ติดตั้งแอปลงมือถือ ลงทะเบียนใช้งานและสร้างรหัสผ่านเท่านั้นเอง

อุปกรณ์ bPay นั้นจะจำกัดวงเงินสูงสุดของทั้งบัญชีไว้ที่ 200 ปอนด์ (roughly $220 USD) หรือประมาณ 11,000 บาท ถ้าหากคุณใช้อุปกรณ์หลายตัวก็สามารถแบ่งแยกบัญชีเป็นรายอุปกรณ์ได้ ถ้าหากวงเงินอันไหนไม่พอก็มีฟีเจอร์ ‘auto-top’ ไปดึงเงินส่วนที่ขาดจากอีกบัญชีที่ยังไม่เกินมาจ่ายเพิ่มได้  จุดอ่อนของ bPay นั้นคือไม่เหมาะสมกับการจ่ายเงินทุกประเภท เพราะมันจำกัดเงินจ่ายหนึ่งครั้งไว้ที่ 20 ปอนด์หรือประมาณ 1,100 บาท เหมาะสำหรับการจ่ายเงินซื้อของเล็กๆ น้อยๆ มากกว่า

Cr.ARIP

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2558

ชำระเงินผ่านสแกนใบหน้า

ชำระเงินผ่านสแกนใบหน้า

เดี๋ยวนี้การจะจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าที่ห้างหรือร้านค้าทั่ว ๆ ไป ผ่านขั้นตอนการสแกนบาร์โค้ดรหัสสินค้า ด้วยเครื่องอ่านบาร์โค้ดเสร็จ เมื่อถึงเวลาชำระเงินที่จุดบริการ ผ่านบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต ก็แน่นอนว่าเราต้องการความปลอดภัยมากขึ้นด้วยเช่นกัน แค่การใส่รหัสผ่านอย่างเดียวหรือลายเซ็นต์นั้นเริ่มถูกมองว่าไม่แน่นหนาพอ จนหลายๆ คนเริ่มหันไปหาตัวการใช้เอกลักษณ์เฉพาะบุคคลมาช่วยยืนยันตัวตน อย่างเช่น เครื่องสแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint) หรือเครื่องอ่านม่านตา(Iris) เพราะนอกจากจะเป็นการยืนยันตนก่อนชำระเงินที่สำคัญไม่มีใครเหมือนใครได้แล้ว ในแง่ของการใช้งานก็ไม่ได้ยุ่งยากเกินไปด้วยเทคโนโยลีสมัยใหม่

มาสเตอร์ คาร์ด ที่เรารู้จักกันดีในฐานะผู้ให้บริการทางการเงินบัตรเครดิต ที่อำนวยความสะดวกแทนเงิน หลังจากสแกนบาร์โค้ดรหัสสินค้า ด้วยเครื่องอ่านบาร์โค้ดเสร็จ แล้วชำระบัตรเครดิตผ่านเครื่องรูดบัตร ได้เพิ่มกระบวนการชำระเงินในรูปแบบ biometric เพื่อสร้างความปลอดภัย ในการทำธุรกรรมการเงินแบบออนไลน์มากขึ้น  โดยรูปแบบการชำระเงินใหม่ที่มาสเตอร์คาร์ดนำมาใช้เป็นรูปแบบ biometric หลอมรวมเข้ากับความนิยมการถ่ายภาพเซลฟี่เป็นการยืนยันตัวตนก่อนการทำธุรกรรม ผ่านแอปพลิเคชันของมาสเตอร์คาร์ด ทั้งนี้ผู้ใช้จะต้องยืนยันตัวตนผ่านการเซลฟี่เพื่อเข้าสู่ระบบของ มาสเตอร์คาร์ดก่อน

ล่าสุด MasterCard ที่ออกมาเผยว่ากำลังทดสอบแอพพลิเคชั่นที่มาพร้อมระบบจดจำใบหน้าในการใช้สแกน ใบหน้าเพื่อตรวจสอบและยืนยันบุคคลก่อนการทำธุรกรรมการเงินบนโลกออนไลน์ เพียงแค่ติดตั้งแอพพลิเคชั่นนี้บนสมาร์ทโฟน จากนั้นเมื่อเราจะทำการจับจ่ายอะไรบนอินเตอร์เน็ทแอพพลิเคชั่นนี้ก็จะเด้ง ขึ้นมาบนมือถือ ถามว่าเราจะจ่ายเงินจำนวนนี้ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ก็จะขอตรวจสอบสแกนใบหน้าด้วยการเซลฟี่ใบหน้าว่าตรงกับข้อมูลที่เคยมี อยู่แต่แรกหรือเปล่า ซึ่งก็จะใช้กล้องด้านหน้าของสมาร์โฟนในการเก็บภาพใบหน้า ส่วนผู้ใช้งานก็มีหน้าที่แค่ยื่นหน้ามาหากล้องแล้วเซลฟี่ใบหน้าพร้อมกระพริบ ตาใส่เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นหน้าคนจริงๆ ไม่ใช่เป็นภาพถ่าย หากพบว่าลักษณะทางกายภาพตรงกันจึงจะสามารถทำธุรกรรมต่อได้ทันที

ทั้ง นี้นอกจากจะสแกนใบหน้าแล้วทาง MasterCard ก็ยังเพิ่มความสามารถให้แอพพลิเคชั่นดังกล่าวรองรับการสแกนลายนิ้วมือด้วย ซึ่งผู้ใช้งานก็จะสามารถเลือกได้ว่าจะยืนยันตัวตนด้วยอะไร แต่แน่นอนว่าการจะยืนยันตัวตนด้วยลายนิ้วมือนั้นก็ต้องเป็นสมาร์ทโฟนเครื่อง ที่รองรับด้วย

ซึ่งงานนี้ MasterCard จะไปจับมือกับบรรดาค่ายผู้ผลิตสมาร์ทโฟนทั้ง Apple, Samsung, Google, Microsoft และ BlackBerry เพื่อจะผลักดันแอพพลิเคชั่นสแกนใบหน้าดังกล่าวให้เกิดขึ้น และหลังจากนี้เขาจะมีการทดสอบการใช้งานในกลุ่มลูกค้า 500คน หากไม่ติดปัญหาใดๆ ก็คาดว่าจะเปิดให้ได้ใช้กันค่ะ หมดปัญหาการลืมรหัสผ่านหรือการโดนแฮคข้อมูลไปเลย แต่ก็สงสัยว่าถ้าหากใช้คลิปวีดีโอแสดงใบหน้าพร้อมมีการกระพริบตาแอพจะสามารถ แยกออกได้หรือไม่ว่านั่นไม่ใช่หน้าคนจริงๆ รวมไปถึงหากแต่งหน้าจัดเต็มลงไฮไลท์ ลงเฉดดิ้งติดขนตาปลอมเข้าไปมันจะยังจดจำใบหน้าของเราได้อยู่ไหมนะ?!

เทคโนโลยี สแกนใบหน้านี้...บัตรเครดิตมาสเตอร์การ์ด เริ่มทดลองการใช้ระบบจ่ายเงินออนไลน์ผ่านระบบสแกนใบหน้าแล้ว ลูกค้าของธนาคารเอบีเอ็น อัมโร (ABN Amro) ของเนเธอร์แลนด์ จำนวน 750 คน เข้าร่วมการทดสอบในครั้งนี้โดยมี ทุกคนจะต้องมีสมาร์ทโฟนที่มีโปรแกรมพัฒนาพิเศษสำหรับการทดสอบนี้ การตรวจสอบใบหน้าโดยใช้วิดีโอ  ซึ่งเป็นการทดลองใช้ครั้งแรกในโลก โดย บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล การ์ด เซอร์วิส International Card Service (ICS) ระบุ ช่วงเวลาที่จะทำการทดสอบระบบดังกล่าวคือ ระหว่างเดือน สิงหาคม ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน ปีนี้


Cr.ไทยรัฐ, Arstechnica