แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พักผ่อน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พักผ่อน แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2558

วิธีลดความเครียดในการทำงาน

วิธีลดความเครียดในการทำงาน
       
       1. คงต้องออกกำลังกายเพื่อระบายฮอร์โมนแห่งความเครียดออกไปให้หมด จะเป็นการออกกำลังกายระหว่างการทำงาน เช่น การเดินขึ้นลงบันได หรือจะเป็นการเล่นกีฬา หรือทำงาน บ้านในตอนเย็นหลังเลิกงาน หรือในวันหยุดก็ได้ การออกกำลังกายจนได้เหงื่อจะกระตุ้นให้ ร่างกายหลั่ง ฮอร์โมนแห่งความสุขออกมา ช่วยให้ร่างกายและจิตใจสดชื่นกระปรี้กระเปร่า

      2.
คือ ต้องพักผ่อนให้พอ ไม่จำเป็นอย่าเอางานกลับไปทำที่บ้าน ต้องรู้จัก บริหารเวลา เพื่อจะได้มีเวลาพักผ่อนส่วนตัวและมีเวลาให้ครอบครัวด้วย อย่าลืมว่าเครื่องจักรยังต้องมีเวลา หยุดพัก และซ่อมบำรุง คุณเองก็เช่นกันต้องมีเวลาพักผ่อนบ้างเพื่อจะได้มีพลังสำหรับการทำงานในวัน ต่อไป

      3. คือการพูดคุยปรึกษาปัญหาที่คุณหนักใจกับคนใกล้ชิด แม้บางครั้งเขาอาจ ช่วยคุณแก้ปัญหาไม่ได้ แต่การได้พูดสิ่งที่อัดอั้นในใจออกไป และได้คำปลอบประโลมกลับมา คุณจะรู้สึก ดีขึ้น สบายใจขึ้น และเมื่อใจสบาย สมองปลอดโปร่ง ก็อาจคิดแก้ปัญหาได้ในเวลาต่อมา

      4. คือการรู้จักปรับเปลี่ยนความคิด อย่าเอาแต่วิตกกังวลให้มากเกินไป ลองคิดใน หลายๆ แง่มุม คิดในสิ่งดีๆ คิดอย่างมีความหวังบ้าง และอย่าคิดหมกมุ่น แต่ปัญหาของตัวเอง คิดถึงคนอื่น บ้าง ยังมีคนลำบากกว่าคุณอีกมาก จะได้มีกำลังใจต่อสู้ปัญหาต่อไป

      5. คือการฝึกเทคนิคคลายเครียด เช่น การหายใจเข้าลึกๆ ให้ท้องพองออก และ หายใจออกช้าๆ ให้ท้องแฟบลง จะช่วยชะลอความโกรธ คลายความกังวล ลดความกลัว และความตื่น เต้นลงได้ นอกจากนี้ควรฝึกสมาธิเพื่อสงบจิตใจ โดยมีสติอยู่กับลมหายใจเข้าออก จะช่วยคลายเครียดได้เป็นอย่างดี

Cr : Sanook

วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2558

เพิ่มสมดุลในชีวิตของคนวันทำงาน

ชีวิตของคนทำงานปัจจุบันต้องเร่งรีบและแข่งขันกันสูง เพราะอยู่ในวัยกำลังสร้างเนื้อสร้างตัวสร้างอนาคต เรียกว่าทำงานหนักกันจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงอาหารการกินที่แต่ละวันได้ทานแต่อาหารสำเร็จรูปคุณภาพต่ำ และเวลาไปออกกำลังกายเพื่อฟิตร่างกายและจิตใจ สิ่งเหล่านี้เองที่เป็นปัจจัยที่ทำให้ร่างกายเกิดภาวะ "ภูมิคุ้มกันไม่สมดุล" ซึ่งเป็นสาเหตุก่อโรคและปัญหาสุขภาพตามมามากมาย อาทิ โรคออฟฟิศซินโดรม โรคอ้วน โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ฯลฯ

ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา ประธาน และกรรมการผู้จัดการบริษัท เอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ จำกัด (มหาชน) นักวิทยาศาสตร์ไทยคนแรกผู้ค้นคิดวิธีการสร้างภูมิคุ้มกันให้สมดุล จากสารสกัดธรรมชาติ กล่าวว่า ในร่างกายของคนเรามีเม็ดเลือดขาวอยู่ประมาณ 20,000-55,000 ล้านเม็ด ถือเป็นกองทัพที่ยิ่งใหญ่มากที่ธรรมชาติสร้างขึ้นให้เรา เพื่อหน้าที่ปรับภูมิคุ้มกันร่างกายให้เกิดความสมดุล ดังนั้น คนวัยทำงานที่มีปัจจัยเสี่ยงจึงไม่ควรมองข้ามความสำคัญของการปรับภูมิคุ้ม กันให้สมดุลเพื่อป้องกันร่างกายให้ห่างไกลจากโรคภัยโดยแนะนำวิธีเพิ่มภูมิ คุ้มกันที่ทุกคนก็สามารถทำได้ดังนี้

เพิ่มภูมิคุ้มกันด้วยการใช้อาหารเป็นยา

ย้อนกลับไปเมื่อ 2,000 กว่าปีก่อน ฮิปโปเครติส นักปราชญ์ชาวกรีกได้กล่าวไว้ว่า "จงให้อาหารเป็นยาของท่าน" แต่สำหรับคนวัยทำงานสมัยนี้ที่มักเลือกรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ด เช่น แฮมเบอร์เกอร์ สเต็ก แซนด์วิช พาย พิชซ่า เป็นต้น ด้วยความที่สามารถรับประทานได้ทันที สะดวก รวดเร็ว และประหยัดเวลาเหมาะชีวิตเร่งด่วนของคนทำงาน การรับประทานอาหารเหล่านี้เป็นประจำย่อมไม่ใช่เรื่องดีเพราะเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคนานาชนิด

อาหารเป็นยา

การดูแลสุขภาพด้วยแนวคิด"ภูมิสมดุล"(BIM : Balancing Immunity) จากสารสกัดพืช 5 ชนิดนับเป็นมิติใหม่ของการดูแลสุขภาพเพราะพิสูจน์ได้ว่า การใช้อาหารเป็นยาสามารถช่วยสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้เกิดความสมดุลได้ อันเป็นผลจากความทุ่มเทศึกษาวิจัยพืชสกุลมังคุดและอื่น ๆ ยาวนานเกือบ 40 ปี จนค้นพบสารสกัด GM-1 จากมังคุดที่มีประสิทธิภาพในการต้านอาการอักเสบและระงับปวดได้ดีว่าแอสไพรินถึง 3 เท่า และยังมีฤทธิ์ต้านเชื้อมะเร็งในหลอดทดลองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ สารสกัดธัญพืชและผลไม้ 5 ชนิด คือ มังคุด งาดำ ถั่วเหลือง บัวบก และฝรั่ง ยังมีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็ง โดยสารสกัดธรรมชาติเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นร่างกายให้ผลิตเม็ดเลือดขาวชนิด Th1 เพิ่มขึ้น ทำหน้าที่ในการกำจัดเซลล์มะเร็ง เชื้อรา แบคทีเรีย ไวรัส รวมถึงเม็ดเลือดขาวชนิด Th17 ที่ทำหน้าที่ช่วยป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็งได้โดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ตามมา และยังช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่สมดุล

เพิ่มภูมิคุ้มกันด้วยการพักผ่อนเพียงพอ
การนอนหลับเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายที่แข็งแกร่งโดยปกติคนเราต้องใช้เวลาประมาณ1ใน 3 ของแต่ละวันกับการนอนหลับจึงจะถือว่าพักผ่อนเพียงพอ ช่วยให้ร่างกายสามารถซ่อมแซมเซลล์ผิวหนัง อวัยวะที่สึกหรอ และยังปรับสมดุลฮอร์โมนของร่างกายได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ระหว่างที่เรานอนหลับร่างกายยังจะมีหลั่งสารเมลาโทนิน (Melatonin) ออกมา ซึ่งเป็นสารที่มีบทบาทสำคัญหลายอย่างเช่น ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจ ลดความดันโลหิต และยังมีหน้าที่ควบคุมการนอนหลับให้เป็นไปอย่างปกติอีกด้วย ดังนั้น หากเราพักผ่อนไม่เพียงพอก็จะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของร่างกายลดต่ำลง

พักผ่อนให้เพียงพอ


ที่ สำคัญที่สุด เราควรจัดเวลาการนอนให้เหมาะสมและเป็นเวลา โดยคนเราควรนอนหลับประมาณ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน จึงควรเข้านอนไม่เกิน 4 ทุ่ม สำหรับคนทำงานที่นอนหลับไม่เพียงพอก็ควรหาเวลางีบหลับสั้นๆ 10-20 นาที ระหว่างเวลา 13.00-16.00 น. จะช่วยให้ร่างกายสดชื่นและรู้สึกตื่นตัว ซึ่งในประเทศญี่ปุ่นและบางประเทศในโลกตะวันตกมักจะสนับสนุนให้พนักงานใน องค์กรงีบหลับหลังอาหารกลางวันได้เป็นเวลาไม่เกิน30นาทีในห้องประชุมที่มีไฟ มืดโดยให้นั่งหลับซบกับหมอนโค้งรอบคอหรือหมอนที่มีรูปร่างคล้ายห่วงยางเล่น น้ำ ผลปรากฏว่าพนักงานรู้สึกสดชื่นพร้อมเริ่มทำงานในช่วงบ่ายด้วยความกระตือ รือร้นมากขึ้น

เพิ่มภูมิคุ้มกันด้วยการออกกำลังกาย
เราควรจะออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อย3-5วันต่อสัปดาห์ซึ่งไม่เพียงช่วยให้หัวใจแข็งแรง ระบบไหลเวียนเลือดยังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือหัวใจล้มเหลว และการเกิดโรคต่างๆ น้อยลง โดยการออกกำลังกายนั้นมีอยู่ด้วยกัน 2 แบบ คือ

ออกกำลังกาย เพิ่มภูมิคุ้มกัน

1.แบบแอโรบิค เป็นการออกกำลังกายที่มีการใช้พลังงานโดยอาศัยออกซิเจนในร่างกาย มีลักษณะการออกกำลังที่ไม่รุนแรงมากนักแต่มีความต่อเนื่อง เช่น การเดินวิ่งเหยาะๆ ถีบจักรยาน กระโดดเชือก หรือ เต้นแอโรบิก เป็นต้น สำหรับคนวัยทำงานที่ไม่มีเวลา ขอแนะนำวิธีการออกกำลังง่ายๆ ด้วยการแกว่งแขนไปข้างหน้าเบาๆ ทำมุม 60 องศากับลำตัวพร้อมกับหายใจเข้า แล้วปล่อยกลับมาข้างหลังจึงหายใจออก ควรทำต่อเนื่องกันอย่างน้อยครั้งละ 10 นาที และใน 1 วัน ควรทำรวมกันให้ได้อย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละ 5 ครั้ง หากทำติดต่อกันได้ 45 วัน ก็จะเห็นผลลัพธ์ตามต้องการ

2.แบบแอนแอโรบิค เป็นการออกกำลังกายที่มีการใช้พลังงานโดยไม่อาศัยออกซิเจน แต่จะอาศัยสารเคมีในร่างกายแทน มีลักษณะการออกกำลังที่ต้องใช้แรงมาก เช่น วิ่งระยะสั้น ยกน้ำหนัก เทนนิส เป็นต้น จึงเป็นการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ บริหารปอดและหัวใจ เสริมสร้างสมรรถนะร่างกายให้สามารถออกแรงได้มากในชั่วระยะเวลาสั้นๆ ทั้งนี้ รูปแบบการออกกำลังกายที่จะเป็นประโยชน์ต่อหัวใจและปอด คือ การออกกำลังที่ทำให้หัวใจเต้นหรือมีค่าชีพจรระหว่าง 60-80% ของอัตราการเต้นสูงสุดของหัวใจ ซึ่งในแต่จะบุคคลมีค่าแตกต่างกันคำนวนโดยใช้เลข 220-อายุ (ปี) เพื่อที่จะได้รู้ว่าเมื่อออกกำลังกาย ชีพจรของเราควรเต้นประมาณกี่ครั้งต่อนาที แต่บางครั้งการจับชีพจรขณะออกกำลังกายอาจทำได้ไม่สะดวก ก็สามารถใช้วิธีสังเกตความรู้สึกเหน็ดเหนื่อยจากการออกกำลังกายแทนได้

เพิ่มภูมิคุ้มกันด้วยสมาธิ


ใน ยุคนี้การฝึกสมาธิได้กลายเป็นเทรนด์สุดฮิตของผู้คนทุกเพศทุกวัยเนื่องจากมี การพิสูจน์แล้วว่าการฝึกสมาธิส่งผลดีต่อร่างกายและจิตใจเพราะมีส่วนช่วย เพิ่มระดับสารสื่อประสาทเซโรโทนินในร่างกายซึ่งช่วยลดอาการซึมเศร้านอนไม่ หลับ และปวดศีรษะ ส่งผลให้คนที่ฝึกสมาธิมีพฤติกรรมและอารมณ์ดีขึ้น

นั่งสมาธิเพิ่มภูมิคุ้มกัน

ผู้ฝึกปฏิบัติใหม่ๆ ควรลองนั่งแค่ 5-15 นาทีก่อน แล้วค่อยเพิ่มขึ้นเป็น 20, 30, 40 นาทีหรือนานกว่านี้ตามลำดับ เพื่อให้ร่างกายและจิตใจปรับตัวไปทีละน้อย เมื่อนั่งไปแล้วหากปวดขาหรือเป็นเหน็บ ก็ขอให้พยายามอดทนให้มากที่สุด ถ้าทนไม่ไหวจริงๆ จึงค่อยขยับเปลี่ยนท่า เพราะทุกครั้งที่เราขยับตัวแม้เพียงเล็กน้อยก็จะทำให้จิตกวัดแกว่ง สมาธิเคลื่อนได้ โดยปกติแล้วหากเราสามารถทนไปได้จนถึงระดับหนึ่ง อาการปวดหรือเป็นเหน็บนั้นก็จะหายไปเอง นอกจากนี้ การทำสมาธินั้นยังช่วยให้จิตใจสงบและมีความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น ไม่หลงวนเวียนอยู่กับเรื่องในอดีตและอนาคต การเพิ่มภูมิคุ้มกันด้วยวิธีนี้เป็นการสิ่งทุกคนสามารถทำได้โดยไม่ต้องลงทุนสูงแต่ให้ผลลัพธ์มหาศาล

การที่มีสุขภาพที่ดีนั้นเป็นเรื่องที่คนทุกคนปรารถนาดังพุทธสุภาษิตที่ว่า“อโรคาปรมา ลาภา” ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ แต่การจะมีสุขภาพดีได้ สำคัญคือเราทุกคนต้องหา "ความสมดุล" ของร่างกายให้เจอ เพื่อจะได้มีภูมิคุ้มกันที่ดีและใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างมีความสุข


ที่มา : มติชนออนไลน์