แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เครื่องวัดความดัน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เครื่องวัดความดัน แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2558

หัวใจเต้นผิดปกติ

หัวใจเต้นผิดปกติ


หัวใจเต้นผิดปกติ
หัวใจเต้นผิดปกติ คือการรับรู้การเต้นของหัวใจเร็วหรือแรงขึ้น การรู้สึกอาจกินเวลาเป็นวินาที นาที ชั่วโมง หรือเป็นวัน ซึ่งอาจมีสาเหตุโดยการเต้นของหัวใจช้าเกินไป เร็วเกินไป  แรงเกินไป หรือเต้นผิดจังหวะมากกว่าปกติ ภาวะใจสั่นพบได้บ่อยและส่วนใหญ่มักไม่อันตราย การเต้นที่ผิดจังหวะมักสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงวงจรไฟฟ้าของหัวใจ โดยอาจเกิดจาก หลอดเลือดหัวใจตีบตัน กล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ การเสื่อมของลิ้นหัวใจ หรือสุดท้่ายอาจเกิดจากวงจรไฟฟ้าผิดปกติของตัวมันเอง
  
ในภาวะปกติของการเต้นหัวใจ อยู่ภายใต้จุดกำเนิดออโตเมติกหรือจุดกำเนิดไฟฟ้าอัตโนมัติ ที่เรียกว่า เอส เอ โหนด ซึ่งอยู่ที่หัวใจห้องขวาบน ถ้ามีจุดอื่นๆ ในหัวใจสามารถก่อกำเนิดจุดไฟฟ้าเองได้ก็เรียกว่า การกระตุกหรือกระตุ้นไฟฟ้า หรือวงจรไฟฟ้าผิดปกติ ซึ่งจะรู้ได้ง่ายช่วงออกกำลังกาย ขณะที่มีการหลั่งสารอะดรีนาลินออกมา หรือขณะอยู่เฉยๆ ช่วงที่หัวใจเต้นช้าหรือมีการเบี่ยงเบนจากการเต้นหัวใจช่วงที่ปกติ อาจจะเป็นช่วงของปกติก็ได้ที่จะมีหัวใจเต้นผิดปกติผิดจังหวะบ้างและบางคนก็ รับรู้ได้ว่ามีการกระตุกของหัวใจ สามารถรับรู้ได้จากการสังเกตหรือบันทึกการเต้นหัวใจจากเครืองวัดชีพจร
  
สาร คาเฟอีน เหล้า ภาวะเครียด อ่อนเพลีย ภาวะขาดสารน้ำ เจ็บป่วย ภาวะไทรอยด์เป็นพิษหรือทำงานมากเกินไป และยาบางชนิด อาจกระตุ้นภาวะใจสั่นมากขึ้น การเต้นหัวใจเร็วเกินไปหรือใจเต้นเร็วที่เกิดจากวงจรไฟฟ้าผิดปกติมักเกิด ขึ้นในทันทีทันใด และหยุดทันทีทันใด บางครั้งเป็นการยากที่จะชี้วัดว่าเกิดขึ้นเมื่อใดและหยุดเมื่อใด แต่ถ้ามีอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น เครื่องวัดความดัน เครื่องวัดชีพจร ที่บ้านคอยตรวจสอบไว้ก็สามารถหลีกเลี่ยงอันตรายจากหัวใจเต้นผิดปกติได้

ถ้า ภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ เต้นเร็วมากๆ อาจจะมีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก เหนื่อย หรือเวียนศีรษะ เนื่องจากออกซิเจนไปเลี้ยงสมองน้อยลง (ซึ่งสามารถวัดค่าออกซิเจนในกระแสเลือดได้จาก เครื่องวัดออกซิเจน) บางครั้งหัวใจเต้นเร็วมากจนไม่สามารถพยุงความดันโลหิต ก็อาจจะเกิดอาการหน้ามืด เวียนศีรษะได้ ควรมีเครื่องวัดความดันโลหิต หรือ เครื่องวัดชีพจร เพื่อช่วยชลอการเกิดโรคที่ไม่ใช้มาจากวงจรไฟฟ้าเต้นผิดปกติได้ แล้วควรหมั่นออกกำลังกายเพื่อให้หลอดเลือดขยายตัว หัวใจตีบน้อยลง กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงขึ้น แล้วหลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นภาวะหัวใจเต้นเร็ว ก็สามารถช่วยได้
 
ภาวะ หัวใจเต้นผิดปกติที่มาจากวงจรไฟฟ้าผิดปกตินั้นมีลักษณะ ถ้าอาการเกิดขึ้นขณะอยู่เฉยๆ เริ่มต้นและหยุดทันทีทันใด โดยไม่สามารถคาดการณ์ได้ หรือสัมพันธ์กับอาการเวียน วูบ หน้ามืด  มักเกิดจากวงจรไฟฟ้าเต้นผิดปกติ มากกว่าภาวะตื่นเต้น เครียด หรือการออกกำลังกาย ซึ่งมักมีการเต้นเร็ว ค่อยๆ เป็น และ ค่อยๆ เต้นช้าลง กรณีนี้จะลำบากในการดูแลรักษาด้วยการออกกำลังกายได้ แต่ควรปรึกษาหมอเพื่อการรักษาวงจรไฟฟ้าผิดปกติของหัวใจ
  
การ วินิจฉัยเพื่อค้นหาว่ามีการเต้นของหัวใจเต้นผิดปกติ บ้างไหมที่สัมพันธ์กับการเกิดอาการ บางครั้งเราอาจจะรู้สึกหัวใจเต้นแรงได้ช่วงที่ตะแคงซ้ายในช่วงกลางคืน หรือระหว่างช่วงตื่นเต้นตกใจ หรือช่วงเครียด วิธีดีที่สุดของการวินิจฉัยคือการทำกราฟหัวใจช่วงที่เกิดอาการ ถ้าอาการผิดปกตินานพอที่จะไปทำกราฟหัวใจที่โรงพยาบาลใกล้ที่สุด หรือถ้าเป็นไม่นานพอก็อาจจะต้องติดเครื่องบันทึกการเต้นไฟฟ้าหัวใจ 24 ชั่วโมงไปที่บ้าน นอกจากนี้การเดินหรือวิ่งสายพานอาจจะพบการเต้นผิดปกติขณะที่มีการบันทึกการ เต้นหัวใจ แต่ถ้าไม่สะดวกอาจวัดค่าได้จากการเต้นของหัวใจ (ชีพจร) จากเครื่องวัดชีพจรแล้วบันทึกประวัติผลการเต้นหัวใจแล้วส่งผลให้คุณหมอ วินิจฉัยอีกที

การรักษาหัวใจในภาวะใจสั่นขึ้นอยู่กับ การรบกวนการดำเนินชีวิตประจำวันขนาดไหน และความรุนแรง หรืออันตรายของการเต้นหัวใจผิดจังหวะ ในภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดไม่รุนแรง คงจะไม่ต้องใช้ยา แนะใช้วิธีการออกกำลังกายแบบเบา ๆ เพื่อขยายหลอดเลือด หรือในกรณีฉุดเฉินคงให้แค่คำแนะนำหรือการแก้ไขบางอย่างเช่น การเป่าลมลงไปที่ทวาร หรือใช้ใบหน้าจุ่มลงในน้ำเย็น 1-2 นาที ถ้าอาการเกิดจากวงจรไฟฟ้าผิดปกติ เป็นบ่อยหรือรุนแรงก็อาจจะต้องใช้ยา หรือการจี้ด้วยกระแสไฟฟ้าหรือสายเย็น เพื่อทำให้วงจรไฟฟ้านั้นหายไป

การ จี้ คือการใส่สายสวนขนาดเล็กๆ ขึ้นที่ขาหนีบไปที่ภายในห้องหัวใจ เพื่อค้นหาจุดกำเนิดที่ผิดปกติ แล้วทำการจี้ด้วยกระแสไฟฟ้า เพื่อให้จุดกำเนิดนั้นหายไป บางครั้งหัวใจที่เต้นผิดจังหวะอาจจะต้องใช้ยาอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ยาต้านเกร็ดเลือด หรือยาละลายลิ่มเลือด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญวงจรไฟฟ้าของหัวใจจะช่วยในการตัดสินการรักษาสำหรับปัญหา ของท่าน

Cr.ข่าวสด

วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ข้าวหอมมะลิลดความดัน

ข้าวหอมมะลิลดความดัน

31/8/2015 10:51

ข้าวหอมมะลิลดความดัน

โรคความดันเลือดสูง มีอุบัติการณ์เกิดโรคสูงขึ้นทุกปีและเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

ข้าว เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย “รำข้าว” ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการขัดสีข้าวเปลือกนั้น นอกจากจะมีคุณค่าทางอาหารแล้ว ยังพบว่าเปปไทด์ที่สกัดจากรำข้าวนั้นมีฤทธิ์กำจัดอนุมูลอิสระและยังยั้งการ สร้างสารที่ทำให้หลอดเลือดตีบแคบ ดังนั้นหากมีการนำเปปไทด์รำข้าวมาทำการศึกษาวิจัยต่อยอดทั้งในคนและสัตว์ที่ มีภาวะความดันเลือดสูงที่วัดได้จากเครื่องวัดความดัน จะทำให้ได้ข้อมูลสำคัญที่นำไปใช้ในการพัฒนาเปปไทด์รำข้าวให้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพต่อไป

จาก ผลการศึกษาวิจัยของ รศ.ยุพา คู่คงวิริยพันธุ์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และคณะวิจัย ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พบว่า เปปไทด์รำข้าวหอมมะลิมีความปลอดภัยในการนำไปใช้ และจากการทดลองในหนูทดลองความดันเลือดสูง พบว่าเปปไทด์รำข้าวมีฤทธิ์กำจัดอนุมูลอิสระ ลดความดันเลือด และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหลอดเลือด ส่วนการศึกษาในคนที่เริ่มเป็นความดันเลือดสูงที่วัดค่าได้จากเครื่องวัดความดัน พบว่าเปปไทด์รำข้าวช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและลดความแข็งของหลอดเลือดแดง จึงลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดซึ่งเป็นโรคสำคัญที่ทำ ให้ประชากรเสียชีวิตเป็นจำนวนมากในแต่ละปี

ดังนั้นผลจากการศึกษา วิจัยในโครงการนี้จึงพบข้อมูลใหม่ที่สำคัญและเป็นรายงานชิ้นแรกเกี่ยวกับผล ของเปปไทด์รำข้าวในการเป็นสารต้านออกซิเดชัน ลดความดันเลือด และช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของหลอดเลือดแดง ซึ่งเป็นผลดีอย่างยิ่งกับคนสูงอายุ และคนที่มีการเสื่อมถอยของระบบการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดก่อนวัยอันควร โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคความดันเลือดสูง ได้ทำการจดอนุสิทธิบัตรแล้วเมื่อปี 2551 ชื่อผลงานคือ "การผลิตโปรตีนไฮโดรไลเสทจากรำข้าวที่มีคุณสมบัติลดความดัน"

ปัจจุบัน ประชาชนทั่วไปเริ่มหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพมากยิ่งขึ้น ทำให้ภาคเอกชนได้ผลิตเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของเปปไทด์ แต่ยังไม่พบว่าเป็นเปปไทด์ที่ได้จากโปรตีนรำข้าวหอมมะลิ ส่วนใหญ่จะสกัดเปปไทด์จากโปรตีนจากถั่วเหลือง ซึ่งราคาขายยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์สูง ขวดละประมาณ 70 บาท เนื่องจากว่าราคาเปปไทด์ผงโดยทั่วไปปัจจุบันตกอยู่ที่กิโลกรัมละ 3,000-4,000 บาท ซึ่งยังถือว่าราคาสูงมาก

ผลงานวิจัยนี้จะช่วยเพิ่ม มูลค่ารำข้าวที่เป็นวัสดุเหลือใช้ให้เป็นสารเสริมสุขภาพ เพื่อป้องกันและรักษาโรคความดันเลือดสูงต่อไป งานวิจัยนี้ส่งผลดีทางด้านการสาธารณสุข การเกษตร การอุตสาหกรรม และการพาณิชย์ของประเทศ ทำให้ข้าวไทยและกากรำข้าวไทยมีมูลค่าสูงขึ้น สามารถแข่งขันกับตลาดข้าวระดับโลก และเพิ่มชื่อเสียงให้กับข้าวหอมมะลิของประเทศไทย

ส่วนกระบวนการศึกษา วิจัย ขั้นแรกนำรำข้าวมาสกัดน้ำมันออกก่อน จากนั้นนำไปสกัดโปรตีน เมื่อได้โปรตีนจากรำข้าวแล้วจึงนำไปผสมน้ำในอัตราส่วน 1 ต่อ 4 จากนั้นนำมาปรับสภาพให้อยู่ในสภาวะที่เหมาะสมที่เอนไซม์จะทำงาน คือ ค่า pH8 อุณหภูมิประมาณ 55 องคาเซลเซียส โดยใช้เวลาในการย่อยสลายโดยเอนไซม์โพรเทค 6 L ประมาณ 4 ชั่วโมง จากนั้นก็จะหยุดปฏิกิริยาของเอนไซม์ โดยการให้ความร้อนที่อุณหภูมิประมาณ 95-100 องศาเซลเซียส ใช้เวลา 10-15 นที จากนั้นนำมาแยกโดยการกรอง ผ่านอัลตราฟิลเทนชั่นเมมเบรน จนได้สารละลายที่มีองค์ประกอบของเปปไทด์ซึ่งอยู่ในรูปของผงละเอียด

แต่ งานวิจัยชิ้นนี้คงจะต้องมีการศึกษาต่อถึงเรื่องโครงสร้างของตัวเปปไทด์ ความคงตัว รวมทั้งอาจศึกษาต่อว่าสารเปปไทด์มีผลต่อระบบสมองหรือไม่ รวมทั้งอาจจะศึกษาถึงแนวทางการเพิ่มผลผลิตเปปไทด์โดยเปลี่ยนจากการทำแห้งแบบ ละเหิดมาเป็นแบบพ่นฝอย

ล่าสุดทางนักวิจัยได้มีการนำเสนอผลงานการ วิจัยต่อผู้ประกอบการผลิตน้ำมันรำข้าว ที่มีความสนใจในการใช้ประโยชน์จากโปรตีนรำข้าวนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร สุขภาพ ทั้งในรูปแบบของแคปซูล ชนิดผง หรือในรูปแบบผสมในเครื่องดื่ม ซึ่งหากงานวิจัยสามารถผลิตโปรตีนไฮโดรไลเสทจากรำข้าวที่มีคุณสมบัติช่วยลด ความดัน หรือต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงมีความคุ้มค่าต่อการลงทุน ทางผู้ประกอบการก็มีความสนใจที่จะลงทุนต่อไปในอนาคต

ปัจจุบันนี้ทีม นักวิจัยได้ทดลองผลิตเครื่องดื่มนมถั่วเหลืองผสมเปปไทด์จากโปรตีนรำข้าวหอม มะลิขนาด 180 มิลลิกรัม/ขวด โดยผสมน้ำนมถั่วเหลือง 94.9% น้ำตาล 5% และเปปไทด์รำข้าวอีก 100 มิลลิกรัม ซึ่งคำนวณต้นทุนการผลิตคาดว่าราคาขายน่าจะอยู่ที่ขวดละ 15-20 บาท

Cr.บ้านเมือง,มหาวิทยาลัยขอนแก่น

วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2558

รู้จักและเข้าใจความดันโลหิตของเรา

รู้จักและเข้าใจกับตัวเลข...ความดันโลหิตของเรา 

ต้นตอของโรคร้าย ที่ป้องกันได้ 
เครื่องมือวัดความดันโลหิต 
ปัจจุบันโรคความดันโลหิตสูง นับเป็นหนึ่งในปัญหาสาธารณสุขสำคัญที่กำลังคุกคาม  โดยในปัจจุบันมีประชากรหลายร้อยล้านคนทั่วโลกเป็น โรคความดันโลหิตสูง และมีการคาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2568 ผู้มีภาวะความดันโลหิตสูงจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.5 พันล้านคน
 
   สำหรับประเทศไทย จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขคาดว่า จะมีผู้มีภาวะความดันโลหิตสูง หรือเป็น โรคความดันโลหิตสูง ประมาณ 10 ล้านคน ซึ่ง 70% ของคนกลุ่มนี้ไม่ทราบว่าตนเองมีภาวะดังกล่าว ทำให้ไม่ได้รับการรักษาหรือการปฏิบัติตนอย่างถูกต้องเหมาะสม อันจะนำไปสู่การเกิดโรคแทรกซ้อนมากมาย อาทิ อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคหลอดเลือดสมองตีบ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ซึ่งอาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ด้วย
 
ดังนั้นเราจึงควรหันมาใส่ใจและให้ความสำคัญกับตัวเลขความดันโลหิตของเรากันได้แล้ว เพื่อความปลอดภัยและป้องกันภาวะการเจ็บป่วยฉุกเฉิน  
 
สำหรับการวัดระดับความดันโลหิต
 
โดยความดันโลหิตที่เรียกว่า "เหมาะสม" ในผู้ใหญ่ที่อายุมากกว่า 18 ปี คือ ตัวบนไม่เกิน120 มม.ปรอท และตัวล่างไม่เกิน 80มม.ปรอท เรียกสั้น ๆ ว่า 120/80
 
โดยความดันโลหิตที่ "อยู่ในเกณฑ์ปกติ" คือ 120-129/80-84 มม.ปรอท
 
ความดันโลหิตสูงเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ คือ 130-139/85-89 มม.ปรอท
 
ความดันโลหิตสูง คือ ความดันโลหิตตัวบนมากกว่า (หรือเท่ากับ) 140 และตัวล่างมากกว่า (หรือเท่ากับ) 90 มม.ปรอท
 
สาเหตุและอาการของความดันโลหิตสูง
 
ความดันโลหิตสูงเกิดจากหลายปัจจัย อาทิ พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม เช่น อาหารรสเค็ม และส่วนน้อยเกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือด ไตวาย  
 
ความดันโลหิตสูงได้ชื่อว่าเป็น ฆาตกรเงียบ เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการผิดปกติ ไม่ทราบว่าตัวเองมีความดันโลหิตสูง หรือแม้จะทราบแต่ละเลยไม่สนใจรักษา เพราะรู้สึกปกติ ทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่าง ๆ ตามมาภายหลัง
 
 สำหรับการรักษา โรคความดันโลหิตสูง มี 2 ทางเลือกด้วยกัน คือ การใช้ยา และไม่ใช้ยา ในผู้ป่วย โรคความดันโลหิตสูง ที่เริ่มรู้ตัวว่าเป็น แพทย์จะสามารถรักษา โรคความดันโลหิตสูง ได้โดยป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อน แต่สำหรับผู้ที่มีโรคแทรกซ้อนร่วมด้วย แพทย์จะต้องให้ยาและพยายามควบคุมระดับความดันให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปกติ 
 
ดังนั้นก่อนจะสายเกินไปเราควรป้องกันต้นตอของโรคร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น โดยเพียงแค่ให้ความสำคัญกับอาหารการกิน หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกฮอล์ เพียงเท่านี้ก็จะลดปัจจัยเสี่ยงได้ของภาวะอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินได้

ที่มา  :  ศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านการแพทย์ฉุกเฉินไทย
  

แนะนำก่อนซื้อเครื่องวัดความดัน

ก่อนจะซื้อเครื่องวัดความดันโลหิตมาใช้ที่บ้าน ลองอ่านคำแนะนำนี้

1. ใช้เครื่องวัดความดันแบบอัตโนมัติ (เครื่องวัดความดันแบบดิจิตอล)
หากท่านไม่ใช่บุคคากรทางการแพทย์แล้ว การวัดความดันด้วยเครื่องวัดความดันแบบปรอทคงเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก   ดังนั้นเครื่องวัดแบบอัตโนมัติ น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับบุคคลทั่วไป ซึ่งสะดวกใช้งานได้ง่าย

2. เครื่องวัดความดันแบบอัตโนมัติ ระหว่างเครื่องวัดความดันที่ต้นแขน และ เครื่องวัดความดันที่ข้อมือ เลือกแบบไหนดี

คำถามนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานของท่าน

เครื่องวัดความดันที่ต้นแขน  จะได้ค่าความดันโลหิตที่ใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุด  เนื่องจากอยู่ใกล้หัวใจ และอยู่ระดับเดียวกับหัวใจมากที่สุด  แต่พกพาไม่สะดวกเท่าเครื่องวัดความดันโลหิตที่ข้อมือ

3. ความถี่ในการใช้งาน
หากท่านจำเป็นต้องการใช้งานบ่อย  ควรเลือกเครื่องวัดความดันแบบที่มี adaptor เพื่อเป็นการประหยัดแบตเตอรี่

4. เลือกเครื่องวัดความดันโลหิตที่ผ่านการรับรอง เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องวัดความดัน นั้นได้มาตรฐาน ซึ่งปกติ เครื่องวัดความดันยี่ห้อชั้นนำ เช่น beurer และ Omron ก็ผ่านการรับรองจากสถาบันชั้นนำ

5. งบประมาณและจำนวนสมาชิกที่ต้องใช้เครื่องวัดความดัน
ถ้าท่านมีงบประมาณจำกัดและใช้เครื่องวัดแค่คนเดียว  เลือกเครื่องวัดความดันที่ได้มาตรฐานเพื่อใช้งานก็เพียงพอ  ไม่จำเป็นต้องมีฟังก์ชั่นมาก
หากท่านที่มีงบประมาณมากหรือมีสมาชิกที่ต้องใช้ร่วมด้วย  ควรเลือกแบบที่มีฟังก์ชั่นการใช้งาน เช่น Memory  บันทึก ระบุ วัน เวลา เป็นต้น   เครื่องวัดความดันยี่ห้อเดียวกันแต่ราคาต่างกัน  ขึ้นกับหน่วยความจำ และ ฟังก์ชั่น ที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง

6. ระยะเวลาในการรับประกันของเครื่องวัดความดันในแต่ละแบรนด์ / รุ่น


คำแนะนำในการใช้เครื่องวัดความดันโลหิต

  • ไม่ควรวัดความดันทันทีหลังอาหารมื้อหลัก ควรห่างอย่างน้อย 1 ชั่วโมง
  • ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรือสูบบุหรี่หรือเครื่องก่อนทำการวัดความดัน
  • ไม่ควรวัดความดันขณะที่ร่างกายเหนื่อย หมดแรง อ่อนเพลีย หรือมีอารมณ์เครียด
  • ถ้าใช้เครื่องวัดความดันที่ต้นแขน ให้วัดในท่านั่ง วางแขน และข้อศอกบนโต๊ะ จัดระดับให้ผ้าพันต้นแขน หรือผ้าพันข้อมืออยู่ในระดับเดียวกับหัวใจ
  • ถ้าใช้เครื่องวัดความดันที่ข้อมือ ให้วัดในท่านั่ง วางข้อมือให้อยู่ในระดับเดียวกับหัวใจ 
Cr  :  เครืองวัดความดัน
เว็บไซต์เกี่ยวข้อง : เครื่องมือวัดความดัน

เครื่องมือวัดความดัน เครื่องมือวัดความดันโลหิต เครื่องวัดความดัน

เลือกซื้อเครื่องมือวัดความดันโลหิตอย่างไร


เครื่องวัดความดันโลหิต(Blood Pressure Meter)

 เครื่องวัดความดันโลหิต
ในปัจจุบันผู้ที่มีปัญหาเรื่องความดันโลหิตสูง หรือแม้แต่ผู้ที่ห่วงใยสุขภาพตนเองมักซื้อเครื่องวัดความดันมาใช้เองที่บ้าน ซึ่งเครื่องวัดความดันเหล่านี้มีความแตกต่างจากเครื่องวัดความดันที่โรง พยาบาลอย่างไร เราจำเป็นต้องศึกษาเพื่อนำมาพิจารณาในการเลือกซื้อ

เครื่องวัดความดันแบ่งเป็น 3 ประเภท ดังนี้

  1. เครื่องวัดความดันแบบปรอท เป็นเครื่องมือมาตรฐานที่นิยมใช้ในโรงพยาบาล ประกอบด้วยสายรัดแขนที่ทำให้พองได้เชื่อมต่อกับลูกยางที่ใช้บีบและ แท่งแก้วที่บรรจุปรอทอยู่ภายใน หลักการทำงานของเครื่องใช้แรงโน้มถ่วงของโลก โดยบีบลมเข้าไปจากนั้นสังเกตปรอทในแท่งแก้วขณะที่ปลดปล่อยแรงดันอากาศ จากแรงดันสูงสุดและต่ำสุดสามารถอ่านค่าความดันโลหิตในหน่วยของมิลลิเมตรปรอท ในการติดตั้งเครื่องจำเป็นต้องตั้งเครื่องในแนวระราบเดียวกับพื้นเพื่อความ แม่นยำในการอ่านค่า ควรระมัดระวังในการใช้อย่าให้แท่งแก้วที่บรรจุปรอทแตก และสิ่งสำคัญผู้อ่านค่าจากเครื่องวัดความดันแบบปรอทจำเป็นต้องได้รับการฝึก อบรม
  2. เครื่องวัดความดันแบบขดลวด เป็นเครื่องมือที่มีกลไกซับซ้อนขึ้น บางชนิดเชื่อมต่อกับหูฟังของแพทย์ ต้องใช้ทักษะในการฟัง (ไม่สามารถใช้งานได้ในสิ่งแวดล้อมที่มีเสียงดังรบกวน) แต่บางชนิดอ่านค่าจากจอมอนิเตอร์ น้ำหนักเบา พกพาได้ แต่ยังจำเป็นต้องบีบลมเข้าไปด้วยตนเอง และยังต้องตรวจสอบความแม่นยำเทียบกับเครื่องวัดความดันแบบปรอท
  3. เครื่องวัดความดันแบบดิจิตอล เป็นเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นให้ใช้งานได้ง่ายสะดวก เหมาะกับการวัดด้วยตนเอง น้ำหนักเบาพกพาได้ สามารถอ่านค่าความดันโลหิตจากจอมอนิเตอร์โดยตรงและไม่ต้องบีบลมเข้าด้วยตน เอง บางชนิดสามารถอ่านค่าอัตราการเต้นของหัวใจรวมถึงมีหน่วยความจำบันทึกข้อมูล ความดันที่ได้ในแต่ละครั้งเปรียบเทียบกัน และยังต้องตรวจสอบความแม่นยำเทียบกับเครื่องวัดความดันแบบปรอท
  4. เครื่องวัดความดันแบบดิจิตอลมีทั้งแบบที่วัดข้อมือ และต้นแขน ซึ่งค่าความดันที่ใกล้เคียงความจริงที่สุดควรมาจากการวัดความดันที่ต้นแขน ซึ่งเป็นอวัยวะที่อยู่ใกล้หัวใจรวมทั้งอยู่ในระดับเดียวกับหัวใจอีกด้วย ในการเลือกซื้อเครื่องวัดความดันควรเลือกเครื่องที่ผ่านการรับรองหรือผ่าน การตรวจวัดเครื่องว่าได้รับมาตรฐานจากสถาบันที่น่าเชื่อถือ อาทิเช่น American Association of medical Instrument; AAMI, British Hypertension Society; BHS และ International Protocol of the European Society of Hypertension; ESH เป็นต้น
Cr  :  เครื่องวัดความดันดอทคอม
เว็บเกี่ยวข้อง : เครื่องวัดความดัน