แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ LED แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ LED แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2558

รถยนต์ไร้คนขับ

รถยนต์ไร้คนขับ


รถยนต์ไร้คนขับ
Photo : Google Driverless Car
ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารที่มีความเร็วสูงขึ้นและยืดหยุ่นขึ้นมาก ทำให้การตรวจวัดหรือจับสัญญาณตัวแปรเพื่อความปลอดภัยรอบข้างยานพาหนะทำได้ รวดเร็ว และอาจดีกว่าการที่มนุษย์จะเป็นผู้ตัดสินใจเองต่อสถานะการณ์ความปลอดภัยทั้ง เหตุฉุกเฉินหรือปกติ อีกทั้งความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมรถยนต์ได้ก้าวมาถึงระบบอัตโนมัติที่ทำให้ เกิดการขับเคลื่อนด้วยตนเองได้แล้ว จึงนำมาสู่ยุค“รถยนต์ไร้คนขับ (driverless car)” เพื่อทั้งภารกิจจำเป็นเฉพาะงานจนถึงการเป็นรถสาธารณะที่ประหยัดและปลอดภัย มากขึ้น จากงานวิจัยพบว่าอุปกรณ์ที่ติดตั้งเพิ่มราคาอยู่ที่คันละอีก 350 เหรียญ แต่สามารถหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุได้ถึง 592,000 ครั้ง รักษาไว้ได้ถึง 1,083 ชีวิตในแต่ละปี

กูเกิลที่โด่งดังนอกจากจัดรถมาถ่ายภาพถนนหน ทางไปทำแผนที่เสมือนจริง (Google street view) แล้ว กูเกิลก็ได้ออกตัวหนักหน่วงกับรถยนต์ไร้คนขับ (driverless car) นี้ ณ ตอนนี้ ถึงกลางปีค.ศ.2015 รัฐแคลิฟอร์เนียออกใบอนุญาตเพื่อการทดสอบรถไร้คนขับไปแล้ว 48 ราย โดยที่รถของกูเกิลทำระยะไปมากสุดประมาณ 1.8 ล้านไมล์ของช่วงเวลานั้นจากการได้ทดสอบถึง 23 รถต้นแบบ   อย่างนั้นไปดูรถกูเกิล “รถยนต์ไร้คนขับ (driverless car)” ที่จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมที่ใหญ่ยิ่งนี้กันลำดับต่อไป กับความปลอดภัยการใช้รถใช้ถนนอันเป็นปัจจัยสำคัญสูงสุดของสมองกลอันชาญฉลาด ที่ฝังใส่ให้รถที่วิ่งไปนับล้านไมล์ได้แล้วโดยไม่ต้องกลัว รวมถึงไปดูระบบสื่อสารด้วยไฟอัตโนมัติ จากแสงแอลอีดีด้วยว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง ?

แสงสว่างจากแอลอีดีที่มีประกอบภายในและนอกยานพาหนะและมิใช่แค่เป็น หลอดไฟเปิดปิดอัตโนมัติ ให้ความสว่าง  ตบแต่งเพื่อความสวยงาม อำนวยความสะดวกการใช้ในหลายระบบ แต่ที่เรื่องใหม่กว่าคือสื่อสัญญาณด้วยแสงสว่างพ่วงมาด้วยเลย ทั้งระหว่างหรือภายในรถเอง และ จากแผงป้ายจราจรบอกข้อมูลอัจฉริยะ ริมทางข้างถนนและบนแยกต่าง ๆ เทคโนโลยีด้านหลังของงานเหล่านี้จัดอยู่ในหลายหมวด อาทิ การสื่อสารจากการมองเห็น (visual communication) และการสื่อสารระหว่างพาหนะกับโครงสร้างพื้นฐานข้างถนน (V2I: Vehicle to Infrastructure) ซึ่งเริ่มปรากฏมาตั้งแต่ค.ศ.2003 นานแล้ว จนกระโดดมาที่ การสื่อสารระหว่างยานพาหนะกันเอง (V2V: Vehicle-to-Vehicle) ที่มีทั้งการใช้คลื่นไวไฟ (WiFi) มากหน่อยและคลื่นอื่นที่พยายามปรับเข้ามาร่วม แน่นอนว่าแสงจากแอลอีดีก็แทรกตลาดนี้เป็นส่วนหนึ่งกับเขาได้ด้วย

ได้ เวลามาพิจารณาหาตัวช่วยเพื่อลดอุบัติเหตุนั้นกัน เทคโนโลยีที่จะใช้ต้องทำให้ขับขี่ดีกว่ามนุษย์ขับเองโดยรวมและลดการสูญเสีย ลงได้ หนึ่งในหัวข้อเหล่านี้คือศักยภาพและโอกาสของการส่องสว่างข้อมูล ที่สามารถยนต์ไร้คนขับ (driverless car)ให้ความถูกต้องในการระบุตำแหน่งแบบละเอียดได้ระดับต่ำกว่าเมตร (sub-meter) อันจะเป็นระดับที่สามารถปรับใช้เพื่อความปลอดภัยระหว่างยานยนต์ได้ (V2V: Vehicle-to-Vehicle) ขณะที่การสื่อสารภายนอกอาคารทั่วไป ใช้การระบุตำแหน่งจากจีพีเอส (GPS) หรือระบบบอกตำแหน่งพิกัดบนพื้นผิวโลก (GPS) และระบบในเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (cellular) ผลจากการระบุได้ที่ความละเอียดกว้างเกิน (กว่าเมตร) กับรถรอบข้างนี้ จึงเป็นที่มาของการประสงค์รวมระบบการส่องสว่างข้อมูลความซับซ้อนต่ำเพื่อ ระบุตำแหน่งละเอียดขึ้น ที่จะขยายขีดความสามารถได้ดีในกรณีมีความหนาแน่นของปริมาณรถสูง การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงก็ทำได้รวดเร็วอีกด้วย

การใช้หลอดไฟแอลอีดี ส่องสว่างที่มาพร้อมกับข้อมูล จึงเป็นระบบสื่อสารด้วยแสงสว่างจากแอลอีดีร่วมประยุกต์ใช้งานตรวจสอบความ เสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นล่วงหน้าได้ รวมทั้งให้การเตือนก่อนที่จะเกิดเหตุ (early warning) เตือนการชน (collision warning) การควบคุมความเร็วหรือการเคลื่อนที่อัตโนมัติตามสภาพจราจร (adaptive cruise control) การตรวจจับรับรู้ผู้เดินอยู่บนทางเท้าหรือเฝ้าระวัง และการลดความน่าจะเป็นของการเกิดอุบัติเหตุต่าง ๆ ซึ่งการส่องสว่างพร้อมรับส่งข้อมูลในเวลาเดียวกันจะมาร่วมทำอย่างน่าสนุกกับ งานเหล่านี้  มาดูพัฒนาการด้านการสื่อสารและการมองเห็นด้วยการใช้หลอดแอลอีดีบอกข้อมูลให้ การขับโดยคนหรือหุ่นยนตร์ไร้คนขับไปสู่การที่รถยนต์ไร้คนขับ (driverless car)เห็นถนนหนทางได้ด้วยตนเอง รับรู้ข้อมูลและตัดสินใจอย่างรวดเร็วอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มกันอีกสองชิ้น

ก) ภาพเสมือน
อุปกรณ์ ความฉลาดเสริมให้รถยนต์ไร้คนขับ (driverless car)เพื่อลดเวลาการตัดสินใจของผู้ขับขี่ มีออกมาในแนวการมองเห็นได้ที่ไม่ให้ต้องก้มเงยขัดจังหวะเช่นผ่านแผงจอหรือ กระจกหน้าร่วมไปกับทัศนวิสัยปกติ หรืออุปกรณ์ช่วยมองที่จะทำให้การขับขี่ของมนุษย์ปลอดภัยขึ้นโดยรวมเป็นวิว เสมือนในขณะขับ ภาพเสมือนเหล่านี้จะไปอยู่ในสมองอัฉริยะของรถเรียบร้อยแล้ว

ข) ตาเสมือน  กล้องอินฟราเรดและเซนเซอร์ทำงานตัวอย่างหนึ่งสัมพันธ์กับไฟหน้าส่องฉลาดยาม ค่ำหรือมืด โดยปรับตัวลำแสงเปลี่ยนมุมได้อัตโนมัติตามสถานะการณ์และสถานที่ ไม่ว่าจะทางโค้งมุมกว้าง ทางยกทางเลี้ยว รถยนต์ไร้คนขับ (driverless car)จะจดจำภาพป้ายจราจร เช่นวงเวียน ทางแยก ทางข้ามหรือขอบทางร่วมกับแผนที่ GPS บอกตำแหน่งและ สิ่งที่เคยเห็นจากอินเทอร์เน็ตเพื่อนำมาตัดสินใจแบบคิดเองได้ เมื่อรถยนต์สวนทางที่เข้าโค้งมาเร็ว จักรยานปั่นช้าอยู่มุมอับของวงเวียนถนน แม้คนเดินบนฟุตบาทหรือสัตว์ใหญ่ตัดหน้าด้วยความเร็วน้อยนิดคิดหนีรถก็ไม่ทัน ไฟหน้าแอลอีดี (หรือเลเซอร์ผสม) จะปรับตามให้มีมุมแสงกลบได้ครบองศาสำคัญ เพื่อการตัดสินใจของมนุษย์หรือสมองกลของรถที่ขับขี่อยู่

รถยนต์ไร้ คนขับ (driverless car)แต่ละคันสื่อสารร่วมกันแม้เซนเซอร์จะอยู่แยกก็จะทำให้เกิดภาพและการมอง เห็นดีขึ้นได้แน่ รูปแบบจึงเป็นยานพาหนะคุยกันเองได้ แทนการให้ผู้ขับขี่ดำเนินการลำพังทีละส่วน โดยรวมจึงปลอดภัยสูงกว่าด้วยในที่สุดไม่ว่าด้วยทั้งคนไปขับหรือรถจะขับไปเอง “ภาพเสมือนและตาเสมือน”ทำให้รถเห็นได้ที่จะมาจากมากหน่วยเซนเซอร์ตรวจวัด สัญญาณ (เช่น radar, sonar, vision หรือ LIDAR) รถอนาคตจึงทำงานราวกับมีตามากมายกว่ามนุษย์ผู้ขับขี่ที่มีเพียงแค่สอง  เมื่อรถตัดสินใจได้มากอย่างในเวลาใกล้กันและเร็วกว่า มนุษย์จึงได้ย้ายการ“มอง”ของตนไปให้รถยนต์ได้“เห็น” โดยเริ่มให้รถทำแทนหมดกันแล้ว

Cr.เดลินิวส์

วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ปลอกคอสุนัข LED

หนึ่งในโครงการระดมทุนผ่าน Kickstarter ที่น่าสนใจอยู่ในขณะนี้ คือการสร้าง Buddy ปลอกคอแอลอีดีสำหรับสุนัข ที่มาพร้อมไฟอัตโนมัติ LED ในตัว พร้อมเซ็นเซอร์ต่างๆ รวมถึงตัวบอกตำแหน่ง GPS ไม่ต้องกลัวว่ามันจะหลงทางหายไปไหน

ไฟ อัตโนมัติ LED ที่ติดอยู่ตรงปลอกคอนั้นจะช่วยให้เป็นจุดสังเกตได้ง่ายในที่มืดหรือยาม กลางคืน ส่วนบรรดาเซ็นเซอร์ที่ฝังอยู่ในปลอกคอ Buddy นั้นก็มีทั้งตัววัดอุณหภูมิ, ตัวติดตามกิจกรรมของสุนัข (คล้ายๆ กับสายรัดข้อมือที่วัดการเดิน-วิ่ง ของคน) และเซ็นเซอร์ระบุตำแหน่ง ทั้งยังมีหน้าจอ OLED ขนาดเล็กที่จะแสดงค่าอุณหภูมิร่างกายของสุนัข และตัวเลขปริมาณแคลอรี่ของอาหารที่มันกินเข้าไป รวมถึงปริมาณพลังงานที่มันเผาผลาญด้วยการออกกำลังกายด้วย

ตัวปลอกคอ แอลอีดี Buddy สามารถเชื่อมต่อกับแอพบนสมาร์ทโฟนได้ทั้ง iOS และ Android ผ่านทางบลูทูธ (ต่อกับ Apple Watch ก็ได้) โดยผู้ใช้สามารถตั้งค่าสีของหลอดไฟ LED  ที่ติดอยู่ตรงปลอกคอได้ ทั้งยังสามารถตรวจดูความเป็นไปของเจ้าตูบเพื่อนรักได้จากข้อมูลในแอพ ไม่ว่าจะเป็นปริมาณอาหารที่มันกินเข้าไป, การออกกำลังกาย รวมทั้งการจดบันทึกนัดหมายกับสัตวแพทย์ นอกจากนี้ผู้ใช้ยังกำหนดขอบเขตพื้นที่วิ่งเล่นของมันได้ด้วย โดยหากสุนัขออกไปเพ่นพ่านนอกพื้นที่ซึ่งกำหนดไว้ในแอพก็จะมีการแจ้งเตือนบอก ผู้ใช้ในทันที

ที่ล้ำไปกว่านั้น ปลอกคอแอลอีดี Buddy ยังสามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์ระบบบ้านอัจฉริยะอย่างเช่น ตัวปรับอุณหภูมิห้อง Nest สามารถปรับอุณหภูมิให้เหมาะสมสำหรับสุนัขได้โดยอัตโนมัติ โดยอาศัยจากค่าที่ปลอกคอ Buddy วัดได้ หรือจะทำการเชื่อมต่อกับหลอดไฟ Philips Hue Bulbs ทำให้หลอดไฟเปิดปิดอัตโนมัติ ในห้อง เมื่อสุนัขเข้าหรือออกนอกพื้นที่ที่กำหนดได้เช่นกัน หรือจะเชื่อมต่อกับระบบกลอนประตูไฟฟ้า(Digital Door Lock)ก็ได้ ทำให้สุนัขสามารถเข้าออกเขตประตูได้โดยที่เจ้าของไม่ต้องเสียเวลาไปเปิดทุก ครั้ง

ปลอกคอแอลอีดี Buddy ถูกออกแบบโดยเลือกใช้วัสดุที่มีความทนทาน สามารถกันน้ำได้ ทำงานโดยอาศัยแบตเตอรี่สำรองซึ่งมีอายุใช้งานได้นาน 2 สัปดาห์ต่อการชาร์จในแต่ละครั้ง

แผนการระดมทุนสร้าง Buddy นี้ตั้งเป้าเอาไว้ที่ 385,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ซึ่งถือว่าเยอะเอาเรื่องเลยทีเดียว โดยขณะนี้ได้เงินไปยังไม่ถึงครึ่งทาง พร้อมกับเวลาที่เหลือสำหรับการระดมทุนอีก 16 วัน ใครที่ชอบใจอยากสนับสนุนโครงการนี้ก็เข้าไปกดสั่งจองปลอกคอ Buddy เพื่อสนับสุนเงินแก่ทีม Sueaker ผู้พัฒนา Buddy ได้ในหน้าโครงการ โดยราคาถูกสุดตอนนี้ลดครึ่งราคาเหลือชิ้นละ 245 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 6,400 บาท) จากราคาปกติที่ตั้งไว้ 490 ดอลลาร์ออสเตรเลีย นอกจากนี้ยังมีปลอกคอแอลอีดี Buddy รุ่นอืนๆ ที่ลดทอนฟีเจอร์บางประการออกไป ได้แก่ Buddy Lite และ Buddy Fit ซึ่งจะขายอยู่ที่ 245 และ 325 ดอลลาร์ออสเตรเลียตามลำดับ

Cr.แบไต๋,Engadget