วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2558

2 นักศึกษาไทยกับรถไฟชินคันเซ็น

เมื่อเร็วๆ นี้ประเทศญี่ปุ่นจ้าวแห่งเทคโนโลยีรถไฟระบบรางก็เพิ่งเปิดตัวรถไฟพลังแม่ เหล็กอย่าง Maglev ทำลายสถิติอีกครั้งโดยฝ่ากำแพงความเร็ว 600 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขึ้นไปสร้างสถิติที่ 603 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้แล้ว ส่วนในประเทศไทยกำลังปฏิรูปพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งขนานใหญ่เพื่อนำพาประเทศไทย เป็นศูนย์กลางคมนาคมของภูมิภาคอาเซียนก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่งคั่งและ ยั่งยืน โดยมีสองหนุ่มนักศึกษาคนรุ่นใหม่จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.) ประเทศไทยได้รับคัดเลือกบินไปฝึกงานและออกแบบชิ้นส่วนรถไฟความเร็วสูงชินคัน เซ็น ณ โรงงานฮิตาชิ เมืองยามากูชิ ประเทศญี่ปุ่น

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.) กล่าวว่า เป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสไปเรียนรู้งานรถไฟ ความเร็วสูงชินคันเซ็นที่มีชื่อเสียงระดับโลกด้านวิจัยและพัฒนารถไฟความเร็ว สูงในแดนอาทิตย์อุทัย ฮิตาชินั้นอยู่ภายใต้กลุ่มเจอาร์ กรุ๊ปหรือการรถไฟประเทศญี่ปุ่น และเป็นปีแรกที่บริษัทฮิตาชิตอบรับให้มีนักศึกษาไทยเข้าฝึกงานที่โรงงาน โดยให้โควต้าเพียง 2 คน ซึ่งก่อนไปทั้งสองได้ผ่านด่านคัดเลือกกันหลายด่านเลยทีเดียว

ตั้งแต่ ความรู้ความสามารถในวิชาวิศวกรรมไปจนถึงความสามารถพิเศษทางภาษาญี่ปุ่น โดยในขั้นแรกฝ่ายคณาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล จะเป็นผู้คัดเลือกโดยดูจากประวัติการเรียน ความรู้ความสามารถในวิชาวิศวกรรม ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ และมีข้อบังคับว่าต้องสามารถสื่อสารภาษาญี่ปุ่นในขั้นพื้นฐานได้ จากนั้นเมื่อผ่านการคัดเลือกจึงไปสัมภาษณ์ที่สำนักงานใหญ่ของฮิตาชิในประเทศ ไทย โดยมีระยะเวลาในการฝึกงาน 30 วัน ซึ่งนักศึกษาทั้งสองคนนั้นได้เก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการขน ส่งระบบรางในอนาคต และสามารถนำประสบการณ์มาใช้ในการพัฒนาระบบรถไฟของประเทศ

ผศ.ดร.มน ศักดิ์ พิมสาร ประธานสาขาวิศวกรรมขนส่งทางราง คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.) กล่าวถึง หลักสูตรวิศวกรรมขนส่งทางราง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.) ได้เปิดมาเป็นปีที่ 2 แล้ว โดยมีเป้าหมายที่จะผลิตวิศวกรที่มีความรู้ความรู้สามารถอย่างเชี่ยวชาญทั้ง ทางวิชาการและทางปฏิบัติเพื่อรองรับการพัฒนาประเทศและตอบรับวิถีโลกศตวรรษ ที่ 21 ที่การอุปโภคบริโภคที่เพิ่มมากขึ้นจึงต้องมีการจัดระบบการขนส่งให้มี ประสิทธิภาพมากที่สุด ไร้มลพิษ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และช่วยแก้ปัญหารถติดได้

มารู้จักกับ 2 นักศึกษาไทยคนรุ่นใหม่จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.) ประเทศไทยได้รับคัดเลือกบินไปฝึกงานและออกแบบชิ้นส่วนรถไฟความเร็วสูงชินคัน เซ็น ณ โรงงานฮิตาชิ เมืองยามากูชิ ประเทศญี่ปุ่น

นายธณวิน มั่นสกุล นักศึกษาชั้นปีที่4 คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.) กล่าวดีใจที่ได้รับโอกาสไปฝึกงานที่ประเทศญี่ปุ่นในโรงงานผลิตชิ้นส่วน และประกอบรถไฟชินคันเซ็น ซึ่งมีพนักงานรวมกว่า 1,500 คน ได้ฝึกงานในส่วนของแผนกวิศวกรรมล้อเลื่อน (Rolling stock) โรงงานนี้ทำงานเชื่อมโยงกับเจอาร์กรุ๊ปในการออกแบบและผลิตชิ้นส่วนของตู้ผู้ โดยสารชินคันเซ็น เช่น พื้นของห้องโดยสาร หรือที่เรียกในภาษาญี่ปุ่นว่า โยโกฮาริ (yokohari) เป็นต้น ผมได้ฝึกการออกแบบชิ้นส่วนของรถไฟชินคันเซ็นและมีโอกาสได้ดูงานการประกอบ รถไฟ การใช้เครื่องมือวัดขนาดต่างๆ อุปกรณ์สำหรับใช้วัดขนาดงานความละเอียดสูง หรือพวกไมโครมิเตอร์ (Micrometer)  ก่อนนำแต่ละชิ้นส่วนมาประกอบกัน

เริ่ม จากการฝึกดูแบบ 2 มิติ จากนั้นนำมาวาดให้เป็น 3 มิติ แล้วจึงนำมาทดลองใส่แรงกระทำเพื่อทดสอบว่าสามารถนำเอาไปใช้ได้จริงไหม และยังได้ออกแบบชิ้นส่วนที่จะนำไปใช้ประกอบรถไฟจริง โดยได้ออกแบบเป็นพื้นของห้องโดยสารรถไฟชินคันเซ็น บรรยากาศของการทำงานของคนญี่ปุ่น ผู้ที่เป็นคนดูแลระหว่างฝึกงานนั้นได้ให้คำแนะนำและเป็นที่ปรึกษาให้ ระหว่างที่ฝึกทำงานจะมีงานวิจัยด้านการออกแบบและพัฒนาให้เราศึกษาค้นคว้า และได้เข้าเทรนนิ่งสำหรับทีมงานชินคันเซ็นทุกๆวันพุธ

คนญี่ปุ่นจะทำ งานกันจริงจังไม่มีคุยเล่นระหว่างงาน ถ้าจะคุยก็ต่อเมื่อพักกลางวัน และทำงานหนักโดยจะมีการทำงานล่วงเวลา 2 ช่วง คือช่วง 6-8 โมงเช้า และอีกช่วงคือ 5 โมงเย็นถึงสี่ทุ่ม โดยอุปนิสัยของคนญี่ปุ่น มีความขยัน ทุ่มเท มีระเบียบวินัย รักองค์กร และให้ความสำคัญด้านการเสริมสร้างความปลอดภัยระหว่างการทำงาน เช่น การบังคับให้สวมใส่อุปกรณ์รักษาความปลอดภัย เช่น แว่น หมวกและรองเท้านิรภัยทุกครั้งหากเข้าโรงงาน

นายฐาปนิก ศรีพันธ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.) บอกเล่าความประทับใจที่มีต่อการฝึกงานที่โรงงานฮิตาชิ เมืองยามากูชิ ประเทศญี่ปุ่นครั้งนี้ว่า สนใจและหลงใหลในรถไฟหัวกระสุนนี้มาตั้งแต่เด็กทำให้ตั้งใจเกี่ยวเก็บความรู้ และประสบการณ์ที่ได้จากการฝึกงาน ในระหว่างฝึกงาน รู้สึกประทับใจมาก เพราะไม่มีประสบการณ์ในการทำงานมาก่อน จึงได้เปิดโลกทัศน์ ได้เรียนรู้อะไรมากมายจากทีมงานชาวญี่ปุ่นที่ให้คำแนะนำและวิจารณ์ผลงานซึ่ง ทำให้เราได้พัฒนาทักษะต่างๆจากที่ได้เรียนมา รวมถึงความรู้และประสบการณ์ตรงนอกเหนือจากห้องเรียน ผมได้ฝึกงานที่ฝ่ายการผลิต ได้ทำหน้าที่ออกแบบ และสั่งผลิต ได้ใช้เครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ไมโครมิเตอร์ (Micrometer) เวอร์เนียคาลิปเปอร์ (Vernier Caliper) เครื่องวัดขนาด และอื่น ๆ ที่นำมาใช้ในงานออกแบบและทำการผลิต

หน้าที่ โดยรวมคือการประสานงานกับฝ่ายผลิตโดยตรง โรงงานฮิตาชิแห่งนี้จะผลิต 3 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ ชิ้นส่วนต่างๆของรถไฟ ทั้งรถไฟความเร็วสูงอย่างชินคันเซ็น รถไฟรางเดียว (Monorail) และรถไฟฟ้าใต้ดิน (Subway) ต่อมา คือ ระบบปรับอากาศ (Air Conditioning) และตู้รถไฟโดยสาร (Car) นอกเหนือจากนี้ สิ่งทีได้ฝึกฝนในระหว่างการฝึกงาน คือ ภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษ หากสนทนาโดยทั่วไปในที่ทำงานจะใช้ภาษาญี่ปุ่น แต่ถ้าเป็นเรื่องงานทางด้านวิศวกรรมจะใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร ในช่วงเวลาหยุดสุดสัปดาห์ ผมกับธณวินก็จะออกไปท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆในประเทศญี่ปุ่นโดยใช้รถไฟชินคัน เซ็น ในอนาคตจะได้นำไปพัฒนาการรถไฟในประเทศของเรารวมถึงแบ่งปันประสบการณ์เป็นแรง บันดาลใจให้นักศึกษารุ่นน้องที่สนใจในอนาคตด้วยครับ

โลกคมนาคมขนส่ง ก้าวไกลด้วยการวิจัยและพัฒนาคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ด้วยขนส่งระบบรางเพื่อตอบสนองความต้องการของการคมนาคมในเมือง ระหว่างเมือง และเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน แล้วอีกไม่นานประเทศไทยเราก็มีระบบขนส่งระบบรถไฟฟ้าทั้งที่เชื่อมระหว่าง เมือง และรถไฟฟ้าภายในเมืองเชื่อมโยงครบวงจรอีกในไม่ช้าไม่นาน

Cr.Thai PR

วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2558

สตาร์เชดส์ ค้นหาดาวเคราะห์

สตาร์เชดส์ ค้นหาดาวเคราะห์

สตาร์เชดส์ ค้นหาดาวเคราะห์
โครงการ "สตาร์เชดส์ (Starshade)" ค้นหาดาวเคราะห์ เป็นโครงการที่แอนโธนี ฮาร์เนสส์ นักศึกษาระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยโคโลราโด เมืองบุลเดอร์ สหรัฐอเมริกา คิดค้นระบบที่ทำงานร่วมกับกล้องโทรทรรศน์อวกาศเพื่อช่วยให้กล้องโทรทรรศน์ เหล่านั้นสามารถตรวจสอบพบดาวเคราะห์ในกาแล็กซีที่ห่างไกลได้ดีขึ้น และสามารถถ่ายภาพได้ชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม

โครงการ "สตาร์เชดส์ (Starshade)" เป็นโครงการที่ฮาร์เนสส์ออกแบบและดำเนินการทดสอบร่วมกับทิฟฟานี กรอสส์แมน และสตีฟ วอร์วิค ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินอวกาศจากบริษัท นอร์ธร็อป กรัมแมน เพื่อทดสอบการใช้งานของสตาร์เชดส์ (Starshade)บนพื้นโลกเพื่อพิสูจน์หลักการทำงานก่อนที่ จะเดินหน้าโครงการเต็มตัวร่วมกับโครงการสำรวจและศึกษาดาวเคราะห์ที่มีสภาพ ใกล้เคียงกับโลกในกาแล็กซีอื่นๆ ที่เรียกว่าโครงการ "เอ็กโซ-เอส" โดยมีมูลค่าของโครงการสูงถึง 1,000 ล้านดอลลาร์

"สตาร์เชดส์ (Starshade)" ค้นหาดาวเคราะห์ เกิดขึ้นจากความเป็นจริงที่ว่า เมื่อใดก็ตามที่เราหมุนกล้องโทรทรรศน์เข้าหาดาวฤกษ์สักดวง ความสว่างจ้าของมันที่วัดได้จาก เครื่องวัดแสง (LUX Meter) จะมากเสียจนกลบแสงสะท้อนจากดาวเคราะห์ที่โคจรอยู่โดยรอบ จนเกือบหมด เนื่องจากแสงที่สะท้อนออกมาจากดาวเคราะห์ทั้งหลายซึ่งไม่มีแสงสว่างในตัวเอง นั้นเบาบางกว่าแสงที่ดาวฤกษ์เปล่งออกมาจากตัวของมันเองได้มากที่สุดถึง 1,000 เท่า ทำให้การค้นหาดาวเคราะห์เหล่านั้นเป็นไปได้ยาก และการถ่ายภาพยิ่งยากมากขึ้นไปอีก

หลักการทำงานของสตาร์เชดส์ (Starshade) ค้นหาดาวเคราะห์ คล้ายๆ กับการทำงานพื้นฐานของเราเองเมื่อเรายกมือขึ้นป้องตาเพื่อลดแสงสว่างของดวง อาทิตย์ที่เข้าสู่ตาของเราลง แล้วทำให้เราสามารถมองเห็นอะไรๆ ได้ชัดเจนขึ้นนั่นเอง "สตาร์เชดส์ (Starshade)" ก็จะทำหน้าที่แบบเดียวกัน คือ ทำหน้าที่บังแสงของดาวฤกษ์และเป็น เครื่องวัดแสง (LUX Meter)ให้กับกล้องโทรทรรศน์ ขนาดของมันอาจหลากหลายแตกต่างกันออกไป แต่โดยทั่วไป "สตาร์เชดส์ (Starshade)" ควรมีขนาดกว้างราวๆ 30 เมตร และจะโคจรอยู่ห่างจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเพื่อทำงานควบคู่กันเป็นระยะทางนับ หมื่นๆ ไมล์ก็ได้

ลักษณะของสตาร์เชดส์ (Starshade) จะไม่เป็นทรงกลมสมบูรณ์ แต่จะมีแผ่นโลหะลักษณะเหมือนกับกลีบดอกไม้เรียงต่อกัน เพื่อให้ริมขอบมีความนุ่มนวลลง ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการโค้งงอของแสงน้อยลง ทำให้ส่วนที่เป็นเงามีความมืดมากขึ้น

สตาร์เชดส์ (Starshade) สามารถใช้งานร่วมกับ กล้องโทรทรรศน์อวกาศใดๆ ก็ได้ ตั้งแต่กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ เรื่อยไปจนถึงกล้องโทรทรรศน์อวกาศใดๆ ที่จะมีการจัดส่งขึ้นไปสู่วงโคจรในอวกาศในอนาคต

ในการเตรียมการทดสอบ การทำงานของสตาร์เชดส์ (Starshade)จากภาคพื้นดิน ฮาร์เนสส์ใช้กล้องโทรทรรศน์ภาคพื้นดิน 2 กล้อง และใช้จรวดนำสตาร์เชดส์ (Starshade) ค้นหาดาวเคราะห์ขึ้นสู่ท้องฟ้าในระดับสูงราว 2 กิโลเมตรเหนือพื้นดิน บริเวณลำตัวจรวดที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ติดตั้งหลอดไฟแอลอีดีที่ทำหน้าที่ทั้งเป็นตัวกำหนดตำแหน่งที่แน่ชัดของสตา ร์เชดส์ (Starshade) และเป็นจุดทดสอบ โดยทำหน้าที่แทนแสงจากดาวเคราะห์ที่อ่อนจางมากเมื่อเทียบกับแสงสว่างจ้าใน ยามกลางวันของท้องฟ้าในทะเลทรายอันเป็นสถานที่ทดสอบและวัดแสงจากเครื่องมือวัดแสง (LUX Meter)

กล้อง โทรทรรศน์ 2 กล้อง จะทำหน้าที่ถ่ายภาพพื้นที่เดียวกัน กล้องแรกจะถ่ายภาพดังกล่าวเพียงลำพัง กล้องตัวที่สองจะทำงานร่วมกับสตาร์เชดส์ (Starshade) โดยเป้าหมายเปรียบเทียบความสว่างของแสงจากเครื่องวัดแสง (LUX Meter) เทียบกับดวงไฟแอลอีดี

ฮาร์เนสส์เชื่อว่าภาพถ่ายที่ ได้จากกล้องโทรทรรศน์ที่ทำงานร่วมกับสตาร์เชดส์ (Starshade)จะให้ค่าคอนทราสต์สูงกว่า เป็นพันเท่าเมื่อเทียบกลับกล้องที่ทำงานโดยลำพังนั่นเอง


Cr.ประชาชาติธุรกิจ

กลุ่มเครือข่ายผู้ป่วย HIV ร่อนหนังสือจี้ผู้จัด "เพื่อนรักเพื่อนริษยา" ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง


                กลุ่มเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี ส่งหนังสือถึงผู้บริหารช่อง 3 และผู้จัดละคร "เพื่อนรักเพื่อนริษยา" รับผิดชอบต่อสังคม ออกมาให้ข้อมูลที่ถูกต้องของผู้ติดเชื้อ หลังละครสื่อสารเกินจริง
               จาก กรณีที่มีชาวเน็ตออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางถึงฉากจบของละครเรื่อง "เพื่อนรักเพื่อนริษยา" ที่เพิ่งอวสานไปเมื่อวานนี้ (6 ตุลาคม) ซึ่งเนื้อหาเป็นการนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับผู้ป่วยโรคเอดส์ที่ดูไม่เหมาะสม ดูรุนแรงและเกินความเป็นจริงไปมาก ทำให้อาจเกิดทัศนคติในเชิงลบแก่ผู้ที่ได้รับชม (อ่านข่าว : เพื่อนรักเพื่อนริษยา ตอนจบ โดนติงหนัก นำเสนอเรื่องโรคเอดส์ไม่เหมาะสม )

               ล่า สุดวันนี้ (7 ตุลาคม 2558) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย พร้อมมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ได้มีการส่งหนังสือชี้แจงและขอความร่วมมือไปยัง ผู้บริหารบริษัท บ้านละคอน จำกัด และผู้บริหารสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 เพื่อเรียกร้องให้ผู้จัดละคร "เพื่อนรักเพื่อนริษยา" และทางช่อง 3 ออกมาให้ข้อมูลที่ถูกต้องในเรื่องเอชไอวี/เอดส์


               สำหรับเนื้อหาในหนังสือ ระบุดังนี้ ...

               ตาม ที่ละครเรื่อง "เพื่อนรักเพื่อนริษยา" ของบริษัท บ้านละคอน จำกัด ที่ออกอากาศในวันที่ 6 ต.ค. ที่มีฉากหนึ่งของเรื่อง เป็นฉากที่หนึ่งในตัวแสดงหลักติดเชื้อเอชไอวี เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล และเสียชีวิตจากเอดส์นั้น ทางเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย และมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ เห็นว่า ฉากดังกล่าวเป็นการสร้างความเข้าใจผิดในเรื่องเอชไอวี/เอดส์ อย่างร้ายแรง ดังนี้

               1. การสื่อสารว่าโรคเอดส์มีระยะสุดท้าย และระยะวิกฤติ รวมทั้งการให้ภาพผู้ป่วยที่มีแผลเหวอะหวะและมีเลือดออกทั้งร่างกาย จะทำให้สังคมเข้าใจผิด เกิดความกลัว รังเกียจ ไม่อยากเข้าใกล้ผู้ติดเชื้อเอชไอวี

               2. การสื่อสารว่าเมื่อติดเชื้อเอชไอวีแล้วจะต้องเสียชีวิต

               การ สื่อสารดังกล่าวเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงในเรื่องเอชไอวี/เอดส์ ที่ว่า โรคเอดส์ไม่ได้แบ่งเป็นระยะดังกล่าว แต่แบ่งเป็น "ผู้ติดเชื้อเอชไอวี" กับ "ผู้ป่วยเอดส์" ซึ่งแตกต่างกันที่ ผู้ติดเชื้อ คือผู้ที่ได้รับเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกายแล้วและยังไม่มีอาการป่วยใด ๆ ในขณะที่ ผู้ป่วยเอดส์ คือ ผู้ที่ป่วยด้วยโรคฉวยโอกาส อันเกิดจากภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งโรคฉวยโอกาสทุกโรคสามารถรักษาให้หายได้ ซึ่งเมื่อได้รับการรักษาและหายป่วยแล้วก็จะกลับมาเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีตาม เดิม ไม่มีโรคฉวยโอกาสที่ทำให้มีลักษณะเหมือนที่ละครได้สื่อสารออกไป

               อย่าง ไรก็ตาม ผู้ติดเชื้อเอชไอวีเมื่อรู้ตัวว่ามีเชื้อ ไม่จำเป็นจะต้องป่วยเอดส์ เพราะปัจจุบันมีการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวี ซึ่งครอบคลุมอยู่ในสิทธิประโยชน์ของหลักประกันสุขภาพ ที่ทำให้ผู้ติดเชื้อ ทุกคน ได้รับยาไวรัสฯ ทันที และเริ่มยาเร็วเท่าไหร่ ยิ่งทำให้ภูมิคุ้มกันไม่ถูกทำลาย ทำให้มีสุขภาพแข็งแรง เรียนได้ ทำงานได้ ไม่แตกต่างจากคนทั่วไป และดูไม่ออกจากรูปลักษณ์ภายนอก โดยเมื่อผู้ติดเชื้อ เข้าสู่การรักษาดังเช่นตัวละครในเรื่องเพื่อนรักเพื่อนริษยาแล้ว ผู้ติดเชื้อ คนดังกล่าวก็จะไม่ได้มีสภาพป่วยโทรม และต้องเสียชีวิตในที่สุด

               อนึ่ง การสื่อสารที่บิดเบือนข้อเท็จจริง และผลิตซ้ำความเข้าใจผิดในเรื่องเอชไอวี/เอดส์นั้น จะส่งผลให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีอยู่ในสังคมได้อย่างยากลำบาก เกิดการรังเกียจ กีดกันไม่ให้อยู่ร่วมกันในสังคมเพราะเชื่อว่าติดเชื้อแล้วสุดท้ายจะเป็นดัง ภาพที่ละครได้เสนอออกมา ทั้งที่ผู้ติดเชื้อเอชไอวีก็ไม่แตกต่างจากคนทั่ว ๆ ไป รวมทั้งยังส่งผลให้คนที่มีโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อไม่กล้าเข้ามารับการตรวจ รักษา เพราะเชื่อว่ารักษาไม่หาย เมื่อติดเชื้อเอชไอวีแล้วก็ต้องเสียชีวิตอย่างทรมาน

               ยิ่ง ไปกว่านั้น ก็จะส่งผลให้คนที่มีเพศสัมพันธ์ มองความเสี่ยงต่อการรับเชื้อเอชไอวีของตนเองพลาด และไม่ได้ป้องกัน เพราะคิดว่าคนที่ตัวเองมีเพศสัมพันธ์ด้วย ไม่มีเชื้อเอชไอวีแน่นอน เพราะถ้ามีเชื้อ ต้องแสดงอาการป่วยให้เห็นเหมือนในละคร ซึ่งผลกระทบทั้งหมดนี้จะเป็นการสร้างปัญหาในการทำงานป้องกันและแก้ไขปัญหา ด้านเอดส์ให้กับสังคมและประเทศในระยะยาว

               เครือ ข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทยและมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ซึ่งเป็นองค์กรสาธารณะประโยชน์ที่ทำงานในเรื่องเอชไอวี/เอดส์มากว่า 20 ปี จึงขอเรียกร้องให้ผู้จัดละคร "เพื่อนรักเพื่อนริษยา" และผู้บริหารสถานีวิทยุโทรทัศน์ฯ รับผิดชอบด้วยการแก้ไขข้อมูล และให้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องและรอบด้านแก่สังคม ผ่านช่องทางต่าง ๆ ที่ทางสถานีมีโดยด่วน

               ไม่ว่าจะผ่าน รายการ ข่าว สกู๊ป หรือเว็บไซต์ต่าง ๆ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องเอชไอวี/เอดส์ให้แก่สังคม โดยทางเครือข่ายผู้ติดเชื้อ ยินดีส่งตัวแทน "ผู้ติดเชื้อเอชไอวี" ที่พร้อมเปิดเผยตนเอง เข้าร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การอยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีและให้ข้อมูล ข้อเท็จจริงแก่ผู้จัดละคร/ผู้บริหารสถานีฯ หรือเผยแพร่ให้ผู้ชม รับทราบจากกรณีดังกล่าว

               หากทางผู้จัดละครหรือผู้บริหารสถานีวิทยุโทรทัศน์ฯ ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องเอชไอวี/เอดส์ สามารถดูได้ที่ www.thaiplus.net หรือติดต่อ คุณอภิวัฒน์ กวางแก้ว โทรฯ 086-881-4679

Cr  : kapook

วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ตลาดสด LED ประหยัดพลังงาน

ตลาดสด LED ประหยัดพลังงาน

6/10/2015 14:21

ตลาดสด LED ประหยัดพลังงาน
หลอดไฟแอลอีดี(LED)เริ่มได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ด้วยจุดเด่นที่สามารถประหยัดพลังงานได้มากกว่าหลอดทั่วไป แม้ในช่วงแรกยังมีปัจจัยด้านราคาที่สูงกว่าหลอดไฟทั่วไปหลายเท่าตัว เข้ามามีผลต่อการตัดสินใจซื้อของกลุ่มผู้บริโภค แต่ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ตลาดหลอดแอลอีดีมีการเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้เป็นผลมาจากราคาหลอดไฟแอลอีดีที่เริ่มปรับลดราคาลงต่อเนื่อง ทำให้ตลาดแอลอีดีมีการเติบโตที่สวนกระแสกับตลาดหลอดไฟในกลุ่มอื่นๆอย่างเห็น ได้ชัด
ขณะที่ด้านอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้นของหลอดไฟแอลอีดี หรือประมาณ 10 ปี จะทำให้โอกาสในการเปลี่ยนหลอดไฟน้อยลง

ณ ตอนนี้หน่วยราชการได้ใช้เริ่มนำหลอดแอลอีดีมาติดตั้งตามหน่วยงานราชการ ตลาด แล้วเห็นผลคือค่าไฟฟ้าประหยัดลงเกือบถึง 50% ซึ่งตลาดนำล่องที่เปลี่ยนหลอดไฟเป็นหลอดแอลอีดี หลอดไฟเปิดปิดอัตโนมัติ ด้วยแอลอีดี เป็นตลาดเทศบาลนครสวรรค์ ร่วมมือกับสำนักงานพลังงานจังหวัดนครสวรรค์ จัดทำ “โครงการจ้างออกแบบและติดตั้งตลาดสด LEDประหยัดพลังงาน”

เทศบาลนคร นครสวรรค์ ช่วงเดือนที่ผ่านมาได้มีการลงนามในข้อตกลงกับกระทรวงพลังงาน สร้างจิตสำนึกส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสมด้านพลังงานทดแทนสำหรับ เป็นตัวอย่าง ทั้งนี้ จากการได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับค่าไฟฟ้าที่ผู้ค้าขายในตลาดสดเทศบาล นครสวรรค์ ต้องแบกรับค่าไฟฟ้าด้วยอัตราสูงในแต่ละเดือนรวมทุกรายแล้วมีจำนวนเดือนละ กว่า 40,000 บาท

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้มอบให้สำนักงานพลังงานจังหวัดนครสวรรค์ จัดทำ “โครงการจ้างออกแบบและติดตั้งตลาดสดประหยัดพลังงาน หรือ ตลาดสด LED ” โดยใช้งบประมาณจากกองทุนเพื่อการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อดำเนินการให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการประหยัดพลังงานด้วยตน เอง และยังทำให้เกิดแนวคิดใหม่เกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงานให้กับประชาชนใน จังหวัด นอกเหนือจากการลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าด้านพลังงานของประเทศ และรองรับกลไกด้านราคาทางด้านพลังงานในการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี นี้ รวมทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้ในด้านพลังงานอีกทางหนึ่งด้วย

ทาง ด้านนายณรงค์ อยู่สนิท หัวหน้ากลุ่มอำนวยการ และแผนพลังงานสำนักงานพลังงานจังหวัดนครสวรรค์ในฐานะผู้จัดการโครงการฯ เผยว่า ได้ชี้แจงอบรมทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการในตลาดซึ่งเบื้องต้นไม่มั่นใจว่า การเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่ทั้งหมดที่มีราคาสูงกว่าเดิมจะช่วยในการประหยัดค่าไฟ ได้ดีขึ้นหรือไม่และจะคุ้มค่ามากน้อยเพียงใด จึงช่วยให้มีเสียงตอบรับที่ดีขึ้นโดยที่บางรายได้เปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้ามาใช้ หลอด LED ด้วยตัวเองก่อนดำเนินการ

หลังจากมีการปรับเปลี่ยนมาใช้ หลอดไฟ LED และ หลอดไฟเปิดปิดอัตโนมัติ ในบริเวณรัศมีส่องสว่างของหลอดไฟและบริเวณข้างเคียงโดยรอบตลาดสด LEDแห่งนี้แล้วได้ช่วยเพิ่มความสว่างภายในตลาดสด LEDได้มากขึ้น ทั้งยังช่วยให้อัตราค่าไฟฟ้าลดลงร้อยละประมาณ 43 ซึ่งเท่ากับเป็นการใช้พลังงานได้อย่างเหมาะสม สามารถเห็นผลได้เร็วโดยใช้งบลงทุนต่ำกว่าการใช้เทคโนโลยีอื่น ด้วยการใช้หลอดไฟประหยัดพลังงานแอลอีดีและระบบเปิดปิดไฟอัตโนมัติเท่าที่จำเป็น

สำหรับ นายจิตตเกษมณ์ นิโรจน์ธนรัฐ นายกเทศมนตรีนครนครสวรรค์ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมระบุว่า หลังจากที่สำนักงานพลังงานจังหวัดได้เข้ามาเปลี่ยนหลอดไฟแบบเดิมที่ได้ติด ตั้งในตลาดสด ไว้ก่อนหน้านี้ซึ่งมีจำนวนประมาณ 200 หลอดรวมทั้งเปลี่ยนมาติดตั้งหลังคาโปร่งแสงบางส่วนเพื่อเพิ่มความสว่างภายใน ตลาดช่วงกลางวันแล้วได้เห็นผลที่ชัดเจนตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา คืออัตราค่าไฟฟ้าลดลงเหลือเพียงเดือนละ 2 หมื่นบาทเศษ หรือเกือบครึ่งหนึ่งของอัตราที่เคยจ่ายก่อนหน้านี้ ซึ่งได้ก่อให้เกิดความชื่นชมยินดีแก่บรรดาพ่อค้าแม่ค้าในตลาดสด LED นครสวรรค์อย่างมากโดยที่ร้านค้าบางแห่งไม่ต้องเสียค่าไฟฟ้าเลยก็มี ช่วงนี้จึงเตรียมขยายโครงการไปยังตลาดสด อื่นๆ ภายในจังหวัดต่อไปโดยใช้ ตลาดสด LED เทศบาลนครนครสวรรค์ เป็นโครงการนำร่อง

Cr.ไทยรัฐ

วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2558

สันดานไม่เคยเปลี่ยน!? “บีเบอร์” ดื่มเหล้าสูบกัญชาบนเวทีคอนเสิร์ต

สันดานไม่เคยเปลี่ยน!? “บีเบอร์” ดื่มเหล้าสูบกัญชาบนเวทีคอนเสิร์ต
        ซูเปอร์สตาร์ชาวแคนาดาก่อเรื่องฉาวอีกแล้วคราวนี้ถึงขั้นสูบกัญชา และดื่มเหล้าบนเวทีคอนเสิร์ตกันเลยทีเดียว
      
       จัสติน บีเบอร์ เคยเอ่ยปากขอโทษสำหรับพฤติกรรม ห่ามๆ ในตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเขาอ้างว่าเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากความสับสนที่โตมาพร้อมการมีชื่อ เสียงตั้งแต่ยังอายุน้อยมากๆ และยืนยันว่าจะไม่ทำอะไรเสื่อมเสียแบบนั้นอีกแล้ว
      
       แต่ล่าสุดระหว่างเดินทางไปนิวซีแลนด์ที่เขาได้ขึ้นเวทีคอนเสิร์ตกับ เร สรีมมูร์ด ศิลปินหนุ่มคนดังกลับดื่มเหล้า และสูบกัญชาบนเวทีคอนเสิร์ต จนทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ตามมามากมาย ว่าสุดท้ายแล้ว จัสติน บีเบอร์ ก็ไม่ได้ปรับปรุงแก้ไขอะไรในตัวเลย
      
       โดย บีเบอร์ ได้ขึ้นเวทีกับ สรีมมูร์ด เจ้าของเพลงฮิต What Do You Mean? เมื่อ คืนวันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา ระหว่างการเดินทางมาโปรโมตทัวร์คอนเสิร์ต จนได้มีโอกาสขึ้นเวทีกับ สรีมมูร์ด ที่เดินทางมาเล่นคอนเสิร์ตที่นี่พอดี แต่ระหว่างแสดง บีเบอร์ กลับไม่ได้แค่ร่วมร้องเพลงกับ สรีมมูร์ด เพราะเขายังสูบกัญชา และดื่มเหล้าบนเวทีคอนเสิร์ตกับศิลปินผู้นี้ด้วย
      
       TMZ เปิดเผยว่าสุราไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับ บีเบอร์ เพราะเขาเองก็ยอมรับว่าดื่มมาตลอด และไม่เคยดื่มจนเกินเลย แต่สำหรับกัญชาเคยทำให้เขาเคยโดนจับในคดีเมาแล้วขับมาแล้ว โดย TMZ เผยว่าเขาตัดสินใจเล่นแผลงๆ ระหว่างการแสดงที่นิวซีแลนด์ครั้งนี้ เพราะมีคนท้า แต่ข่าวก็อ้างว่าสุดท้ายเจ้าตัวก็รู้สึกผิดอยู่เหมือนกัน
      
Cr : Manager

รถไฟอินเดียกับ Google

รถไฟอินเดียกับ Google

รถไฟอินเดียกับ Google
ก่อนหน้านี้ Google สร้างความฮือฮาในวงการไอทีไม่น้อย หลังจากที่บริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อเทคโนโลยีของโลกอย่าง "กูเกิล" เปิดตัว CEO คนใหม่ไฟเเรงที่เป็นชาวอินเดียเเท้ๆ วิศวกรหนุ่มผู้ทำงานกับกูเกิลมากว่า 12 ปี ผู้บุกเบิกเเละอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ "Chrome" หนึ่งในบราวเซอร์ที่มีผู้ใช้มากที่สุดในโลกจากฝีมือการนำทีมของเขา สร้างรายได้ปีที่เเล้วให้กับกูเกิลอย่างมหาศาลถึง 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯเลยทีเดียว

 "Sundar Pichai" (สุนทร พิชัย) วิศวกรอัจฉริยะจากดินเเดนชมพูทวีปวัย 43 ปีกับก้าวเเห่งชีวิตของเด็กน้อยที่เกิดในครอบครัวยากจนสู่ CEO ผู้เป็นที่รักในบริษัทที่มีการเติบโตสูงที่สุดในสหรัฐอเมริกา

ด้วย ความที่เป็นเด็กเรียนเก่งเเละมีความมุ่งมั่น Sundar เข้าเรียนต่อในสาขาวิศวกรรมวัสดุ ของ Indian Institute of Technology มหาวิทยาลัยชั้นนำของอินเดีย ด้วยความฉลาดเขากลายเป็นนักเรียนระดับหัวกะทิของมหาวิทยาลัยได้ไม่ยาก ผลของการเป็นเด็กขยันเเละสมองดี ซึ่งมีผลการเรียนอยู่ในระดับดีมากSundar จึงได้ทุนไปศึกษาต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยสเเตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา จนจบปริญญาโท

หลังจากที่เรียนจบด้านบริหารธุรกิจมาไม่นาน Sundar เข้ามาทำงานเป็น ที่ปรึกษาในบริษัท mzkinsay ก่อนจะเข้ามาร่วมงานกับกูเกิล เมื่อปี 2004  ช่วงเเรกที่เขาเริ่มทำงานกับกูเกิล เขาก็เหมือนพนักงานทั่วไปที่มีความเฉลียวฉลาดเเละมีความสามารถ ทำหน้าที่อยู่ในทีมเล็กๆ ในส่วนพัฒนา Google Toolbar จากนั้น Sundar ก็ได้สร้างผลงานเด็ด โดยเขาเสนอไอเดียให้บริษัทกูเกิลสร้างโปรเจ็กต์ทำ "บราวเซอร์" ของตัวเองขึ้นมา ซึ่งนั้นก็ถือเป็นจุดกำเนิดของ "Chrome"

นอก จากนี้ Sundar  ยังช่วยดูในเรื่องการพัฒนาระบบปฎิบัติการ Chrome สำหรับเเล็ปท็อปที่เก็บข้อมูลไว้ในคลาวด์ที่กำลังเป็นที่นิยมกันอย่างเเพร่ห ลายในปัจจุบัน อีกทั้งเขายังดูเเลโครงการใหญ่ๆที่กูเกิลกำลังผลักดัน เช่น G-mail , Google Drive Google Mapเเละการดูเเลระบบปฎิบัติการเเอนดรอยบนมือถือ โดยเขามุ่งหวังเพื่อขยายฐานตลาดล่างของสมาร์ทโฟนระบบเเอนดรอยในตลาดไอทีที่ กำลังเกิดใหม่ รวมไปถึงการผลักดันสร้างผู้ช่วยส่วนตัวของสมาร์ทโฟนที่มีความคล้ายกับ "Siri" อีกด้วย
Sundar Pichai  CEO of Google


และแล้วความความฮือฮาในวงการไอทีก็กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้งที่ ชาวอินเดียจะได้รับ ประเทศอินเดียจะได้ใช้รถไฟที่ทันสมัย พร้อมรองรับไวไฟบนรถไฟฟรีตลอดการเดินทางที่อันยาวนานของคนอินเดีย ที่เป็นความร่วมมือกับทาง “Google” ยักษ์ใหญ่ไอทีระดับโลก นั้นคือ โครงการ “Project Nilgiri”

“รถไฟอินเดีย” ดึง “Google” ติดตั้ง wifi กว่า 400 แห่ง ให้ผู้โดยสารใช้งานฟรีได้ตลอดเวลา และตลอดระยะการเดินทางเลย ถือเป็นการยกระดับปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการรถไฟของประเทศอิเดียครั้งใหญ่เลย ล่ะค่ะ เพียงแค่ผู้โดยสารมี ตัวรับสัญญาณ WiFi หรือถ้าไม่มีในเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นเก่าก็สามารถหา USB WiFi เสียบเข้าที่เครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านพอร์ต USB คอมพิวเตอร์ของคุณก็ใช้งานได้เลยค่ะ

สำนัก ข่าวABP News รายงานว่า การรถไฟอินเดีย ได้ตกลงร่วมมือกับทาง “Google” ยักษ์ใหญ่ไอทีระดับโลก ในการร่วมกันพัฒนาเพื่อยกระดับรถไฟในประเทศอินเดียครั้งยิ่งใหญ่เลย โดย Google ตั้งชื่อโครงการนี้ว่า “Project Nilgiri” ทั้งนี้ Google ตกลงที่จะติดตั้งอินเตอร์เน็ตไวไฟ ที่สถานีรถไฟทั่วอินเดียกว่า 400 แห่ง เพื่อให้ผู้โดยสารรถไฟสามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ตลอดเวลาและใช้ได้แบบ ฟรีๆเลยด้วยค่ะ

ส่วนการใช้งาน สามารถเปิดรับการเชื่อมต่อที่ทรงประสิทธิภาพ สำหรับเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ หรือโน๊ตบุ๊คใช้งานสะดวก หรือถ้าไม่มีอุปกรณ์ไวไฟในเครื่อง เพียงคุณเชื่อมต่อกับ ตัวรับสัญญาณ WiFi  เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านพอร์ต USB คอมพิวเตอร์ของคุณ ทำให้คุณสามารถค้นหาสัญญาณ WiFi เพื่อเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ทได้ทันทีเช่นกันค่ะ

ทางรัฐมนตรีว่าการ รถไฟอินเดีย ก็ยังได้เดินทางไปที่ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเริ่มความร่วมมือในการพัฒนารถไฟในอินเดีย โดยญี่ปุ่นตกลงร่วมลงทุนกับอินเดีย ในการพัฒนารถไฟ รวมกว่า 400 สถานีให้ทันสมัย ภายใต้แผนพัฒนาระยะ 5 ปี มูลค่า 140,000 ล้านเหรียญ หรือ (ประมาณ4.9 ล้านล้านบาท)

การพัฒนารถไฟในอินเดีย จะรวมถึงการพัฒนาตู้ขบวนรถให้สะอาดทันสมัย ห้องน้ำบนรถจะใช้ระบบเดียวกับเครื่องบิน รวมทั้งเพิ่มีะดับความหรูหรา สะดวกสบายบนตู้ขบวนทั้งหมดด้วย แค่นึกภาพตามก็รู้สึกว่าน่าขึ้น และรู้สึกปลอดภัยอีกด้วยนะค่ะ

ก็อยากให้ประเทศไทยได้ไอเดียดีๆแบบนี้ ไปใช้บ้างน้า รถไฟไทยจะได้น่าขึ้น และปลอดภัยมากกว่านี้ค่ะ เพราะไทยก็ไม่ใช่ย่อยเรื่องการทำรถไฟอยู่แล้่ว เอาใจช่วยนะค่ะ !!

Cr.แบไต๋,ประชาติธุรกิจ

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558

กล้อง Snap ถ่ายปุ๊ป ได้รูปปั๊บ

กล้อง Snap ถ่ายปุ๊ป ได้รูปปั๊บ
ดีไซน์เรียบง่ายสไตล์มินิมอลของกล้อง Polaroid Snap มีจุดเด่นอยู่ที่การนำองค์ประกอบการออกแบบของกล้องโพลารอยด์ในตำนาน อาทิ Polaroid Color Spectrum อันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์มารวมเข้าไว้ในการออกแบบกล้องรุ่นใหม่นี้ ซึ่งต้องยกให้กับความทุ่มเท ตลอดจนความรู้ลึกและความเข้าใจอย่างถ่องแท้ของบริษัทออกแบบชื่อดัง Ammunition ผู้อยู่เบื้องหลังเครื่องพิมพ์ภาพสำเร็จรูป Polaroid Zip และกล้องจิ๋ว แต่แจ๋วเหมาะกับไลฟ์สไตล์ไม่หยุดนิ่งอย่าง Polaroid Cube และ Polaroid Cube+

โดย ในการออกแบบ Polaroid Snap นั้น บริษัท Ammunition ได้สร้างความรู้สึกถึงความเชื่อมโยงระหว่างกล้องโพลารอยด์รุ่นคลาสสิกกับ ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ของโพลารอยด์ ทั้งนี้ Ammunition คือสตูดิโอผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบสินค้าอุปโภคบริโภคให้กับแบรนด์ต่างๆ อาทิ Adobe, Beats by Dre, Square, Lyft, Obi Worldphone และ Williams-Sonoma นำทีมโดยนักออกแบบ โรเบิร์ต บรุนเนอร์ ที่ตระเวนกวาดรางวัลจากเวทีต่างๆมาแล้วมากมาย

การแบ่งปัน การถ่ายภาพสำเร็จรูป และแนวคิดที่ว่า "ถ่ายปุ๊ป ได้รูปปั๊บ" (one snap, one print) เป็นกรอบความคิดรวบยอดที่โพลารอยด์ได้พัฒนาขึ้นเมื่อกว่า 75 ปีก่อน และได้กลายมาเป็นเอกลักษณ์ที่ผูกติดกับแบรนด์อย่างแยกไม่ออก Polaroid Snap ได้พลิกแพลงความทันสมัยลงไปในกล้องโพลารอยด์แบบคลาสสิก ด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีกล้องดิจิทัลเข้ากับดีไซน์ร่วมสมัยสไตล์มินิมอล ในราคาไม่ต่างจากกล้องถ่ายภาพสำเร็จรูปแบบแอนะล็อก

สกอตต์ ดับเบิลยู ฮาร์ดี ประธานและซีอีโอของโพลารอยด์ กล่าว "ความสัมพันธ์ของเรากับ Ammunition ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ได้นำไปสู่การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีรูปแบบเฉพาะตัวอย่างแท้จริง ด้วยการรวมเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับดีไซน์แปลกใหม่ แต่ยังคงดีเอ็นเอของแบรนด์โพลารอยด์ไว้ เรารอคอยที่จะได้ร่วมงานกับ Ammunition ต่อไป เพื่อเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานง่ายและเข้าถึงง่ายออกสู่ตลาด ซึ่งช่วยให้ผู้บริโภคสามารถแบ่งปันชีวิตของพวกเขาร่วมกับบุคคลอันเป็นที่ รัก"

Polaroid Snap เป็นกล้องถ่ายภาพดิจิทัลสำเร็จรูป ความละเอียดระดับ 10 ล้านพิกเซล ด้วยการผนวกรวมเครื่องพิมพ์ที่ใช้เทคโนโลยี ZINK(R) Zero Ink Printing ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถพิมพ์ภาพสีแบบฟูลคัลเลอร์ ขนาด 2x3 นิ้วได้โดยอัตโนมัติหลังจากที่กดชัตเตอร์ และด้วยความสามารถในการพิมพ์ภาพอย่างรวดเร็ว ผู้ใช้จึงถ่ายภาพใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในขณะที่ Polaroid Snap กำลังพิมพ์ภาพ

นอกจากนี้ กล้องยังมีช่องใส่การ์ดความจำ Micro SD ที่มีความจุถึง 32GB เพื่อเก็บบันทึก โอนย้าย หรืออัพโหลดภาพลงบนคอมพิวเตอร์ได้อีกด้วยแต่เสียด้ายที่ไม่มีเชื่อมต่อ อินเตอร์เน็ตโดยตรงเหมือน กล้อง IP Camera ทั่วๆ ไป  อย่างไรก็ตาม Polaroid Snap ก็มีดีไซน์สวยสะอาดตาในสไตล์มินิมอล พร้อมนำเสนอฟีเจอร์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์อย่างแท้จริง อาทิ โหมดการถ่ายรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพสี ขาวดำ และแนววินเทจที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพถ่ายโพลารอยด์

นอกจากนี้ยัง มีโหมดโฟโต้บูธ(photo booth) ที่สามารถถ่ายภาพด่วน 6 ช็อตภายใน 10 วินาที มีฟีเจอร์  (สามารถตั้งค่าให้รูปออกมามีกรอบหรือไม่มีกรอบแบบรูปโพลารอยด์คลาสสิคก็ได้) และตัวเลือกการพิมพ์ภาพซึ่งจะใส่ฟอร์แมต Polaroid Classic Border Logo ลงไปในภาพหรือไม่ก็ได้ ฟีเจอร์เหล่านี้เปิดทางให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งภาพเพื่อเตรียมพิมพ์ได้อย่าง ง่ายดาย แม้กระทั่งก่อนถ่าย ฟีเจอร์เด็ดๆยังไม่หมดเพียงเท่านี้ โดยผู้ใช้ยังสามารถหยิบกล้องมาถ่ายเซลฟีสวยๆได้ทันที ด้วยฟีเจอร์ตั้งเวลาถ่ายภาพ

กล้องดิจิทัลสำเร็จรูป Polaroid Snap ใช้เทคโนโลยี Zero Ink(R) Printing ที่ปฏิวัติวงการด้วยการพิมพ์โดยไม่ใช้หมึก ซึ่งคิดค้นขึ้นโดย ZINK ส่วนประกอบสำคัญของระบบไร้หมึกนี้คือ ZINK Paper(R) ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรแล้ว โดยกระดาษพิมพ์ดังกล่าวเป็นวัสดุเชิงประกอบขั้นสูง ฝังผลึกย้อมสีและเคลือบปกป้องผิวด้วยโพลิเมอร์ ซึ่งใช้ความร้อนในการกระตุ้นผลึกให้ออกสี ผลที่ได้คือภาพถ่ายที่มีสีสันครบถ้วน คุณภาพสูง คงอยู่ได้นาน และไม่เลอะเป็นรอย โดยไม่ต้องใช้ตลับหมึก ผ้าหมึก หรือโทนเนอร์

สำหรับ การพิมพ์ภาพนั้นใช้เวลาไม่เกิน 1 นาที ผู้ใช้กล้องจึงสามารถแบ่งปันรูปภาพได้ทันที กระดาษพิมพ์รูปที่มีสี crytal color ฝังอยู่ในนั้น ซึ่งมีสี cyan yellow และ  magenta  นอกจากนี้ ภาพที่ได้ยังสามารถใช้เป็นสติ๊กเกอร์ได้ด้วย เนื่องจากด้านหลังของ ZINK Paper(R) เป็นแถบกาว

Cr.RTY9