แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ wifi แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ wifi แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2558

สิ่งประดิษฐ์แปลงอักษรเป็นเสียงพูด

สิ่งประดิษฐ์แปลงอักษรเป็นเสียงพูด
สิ่งประดิษฐ์แปลงอักษรเป็นเสียงพูด สร้างจากวงจรไมโครคอนโทรลเลอร์(Microcontroller )ควบคุมด้วยตัวรับสัญญาณ WiFi ระบบไร้สาย สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับระบบสื่อโฆษณาหรือข้อความเสียงต้อนรับต่างๆ ซึ่งระบบไร้สายสะดวกในการติดตั้งใช้งาน ลดการใช้ทรัพยากร ผลงานของอาจารย์และ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ภาควิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม คณะวิศวกรรมศาสตร์ ออกแบบและสร้างสิ่งประดิษฐ์แปลงอักษรเป็นเสียงพูด หรือเครื่องแปลงตัวอักษรเป็นเสียงพูดควบคุมด้วยระบบไร้สายต้นแบบ (TEXT TO SPEECH MACHINE CONTROLLING VIA WIRELESS SYSTEM) ขึ้นมา

นายปริญญา ปุณณะรัตน์ และ นายนพคุณ สามเรืองศรี โดยมีดร.วิเชียร อูปแก้ว เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ภาควิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม  ออกแบบและสร้างสิ่งประดิษฐ์แปลงอักษรเป็นเสียงพูด สร้างจากวงจรไมโครคอนโทรลเลอร์(Microcontroller )ควบคุมด้วยตัวรับสัญญาณ WiFi ระบบไร้สายต้นแบบขึ้นมาใช้แล้ว หลักสำคัญของเครื่องแปลงตัวอักษรเป็นเสียงพูด ได้แก่ส่วนของภาคส่ง รับข้อมูลอักษรทางแป้นพิมพ์ เพื่อส่งไปยังภาครับผ่านทางโมดูลเชื่อมต่อไร้สาย และส่วนของภาครับ ทำหน้าที่รับข้อมูลจากภาคส่งแล้วแปลงเป็นเสียงออกทางลำโพง

สำหรับ ขั้นตอนการสร้างบอร์ดการส่ง-รับข้อมูลตัวอักษร ในการทำงานของบอร์ดเป็นการทำงานแบบบอร์ดถึงบอร์ด ผ่านระบบไร้สายส่งข้อมูลผ่าน Protocol เป็น ASCII Code ออกไปยังบอร์ดรับข้อมูล และให้ไมโครคอนโทรลเลอร์(Microcontroller )ประมวลผลส่งไปให้โมดูล Emic 2 แปลงเป็นเสียงส่งออกลำโพง จะควบคุมด้วยตัวรับสัญญาณ WiFi ระบบไร้สายต้นแบบผ่านทางโมดูลเชื่อมต่อไร้สายความถี่ 2.4 GHz เมื่อส่งในที่ไม่มีสิ่งใดๆ กีดขวาง สามารถส่งสัญญาณไปได้ 40-50 เมตร

เจ้า ของผลงาน เล่าว่า หลักสำคัญของเครื่องแปลงตัวอักษรเป็นเสียงพูดควบคุมด้วยระบบไร้สายต้นแบบ ประกอบด้วยสองส่วน ได้แก่ ส่วนของภาคส่ง รับข้อมูลอักษรทางแป้นพิมพ์ เพื่อส่งไปยังภาครับผ่านทางโมดูลเชื่อมต่อไร้สาย และส่วนของภาครับ ทำหน้าที่รับข้อมูลจากภาคส่งแล้วแปลงเป็นเสียงออกทางลำโพง ในหลักการออกแบบวงจร แบ่งเป็น 6 ส่วนคือ

1. ส่วนโปรแกรม
2. ส่วนไมโครคอนโทรลเลอร์(Microcontroller ) เป็นส่วนที่สำคัญ เพราะเป็นส่วนที่ใช้ติดต่อกับส่วนต่างๆ เป็นส่วนที่ควบคุมข้อมูลที่ส่งมาจากคีย์บอร์ด เพื่อนำไปแสดงผลการรับค่าที่ จอ LCD และควบคุมการรับค่าไปจนกว่าจะมีการสั่งให้ส่งข้อมูลออกไปยัง โมดูล WI-FI ให้ส่งต่อไปยังภาครับ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วนย่อย คือ ส่วนฮาร์ดแวร์ไมโครคอนโทรลเลอร์ และส่วนซอฟแวร์ไมโครคอนโทรลเลอร์
3. ส่วนแสดงผล
4. ส่วน wireless เป็นตัวรับสัญญาณ WiFi
5. ส่วนโมดูลแปลอักษรเป็นเสียงพูด เป็นอีกส่วนสำคัญ เพราะเป็นส่วนที่เปลี่ยนข้อมูลที่ได้เป็นเสียงพูด ในการออกแบบเลือกใช้ Emic 2 parallax ที่มีการเชื่อมต่อ 6 พอร์ตใช้งาน
6.ส่วนสุดท้ายคือส่วนภาค ขยายสัญญาณ การขยายจากลำโพงภายนอก เนื่องจากบอร์ดมี output เป็นการส่งสัญญาณออก แบบสเตอริโอ 3.5 mm. ที่ใช้ได้กับลำโพงทั่วไปในปัจจุบัน

สำหรับขั้นตอนการสร้างสิ่ง ประดิษฐ์แปลงอักษรเป็นเสียงพูด เริ่มจากบอร์ดการส่ง-รับข้อมูลตัวอักษร ในการทำงานของบอร์ดเป็นการทำงานแบบบอร์ดถึงบอร์ด ผ่านระบบไร้สายส่งข้อมูลผ่าน Protocol เป็น ASCII Code ออกไปยังบอร์ดรับข้อมูล ประกอบด้วย

1. การทำงานภาคส่ง การส่งข้อมูลจากบอร์ดถึงบอร์ด ผ่านระบบไร้สาย โดยที่บอร์ดสำหรับส่งจะมีหน้าจอ LCD เป็นตัวแสดงผลที่พิมพ์ ก่อนจะส่งไปยัง wireless เพื่อที่จะส่งสัญญาณไปยังบอร์ดภาครับ
2. การทำงานภาครับ การรับค่าข้อมูลมาจาก ตัวรับสัญญาณ WiFi ใช้ ไมโครคอนโทรลเลอร์(Microcontroller ) ประมวลผลส่งสัญญาณไปแสดงผลยังจอโน้ตบุ๊ก เพื่อเป็นการทดลองการรับส่งค่าข้อมูลก่อนที่จะใช้โมดูลเสียงเพิ่มเติมเข้าไป และเป็นการทดสอบระยะการส่งข้อมูล
3. การทำงานของบอร์ด การรับค่าข้อมูลจากคีย์บอร์ดโดยตรง เข้าที่ IC แล้วให้แสดงผลที่หน้าจอ เมื่อกด Enter ข้อมูลก็จะผ่านระบบไร้สาย ไปยังบอร์ดภาครับ และให้ไมโครคอนโทรลเลอร์ประมวลผลส่งไปให้โมดูล Emic 2 แปลงเป็นเสียงส่งออกลำโพง เป็นเสียงให้ได้ยิน เพื่อตรวจสอบข้อมูลที่ป้อน กับผลที่ได้ ออกมาข้อมูลตรงกันหรือไม่

หลักการทำงานโดยรวมของสิ่ง ประดิษฐ์แปลงอักษรเป็นเสียงพูดควบคุมด้วยระบบไร้สายต้นแบบ คือ เมื่อผู้ใช้ป้อนข้อมูลตัวอักษรผ่านทางแป้นพิมพ์ ระบบจะประมวลผล และส่งข้อมูลไปยังภาครับผ่านทางโมดูลเชื่อมต่อไร้สาย ตัวรับสัญญาณ WiFi ความถี่ 2.4 GHz ภาครับมี ไมโครคอนโทรลเลอร์(Microcontroller )ประมวลผลสัญญาณไฟฟ้าให้โมดูล Emic2 สร้างความถี่เสียงส่งออกทางลำโพง ในการรับ-ส่งสัญญาณทำได้มีประสิทธิภาพ ส่งถูกต้อง ในระยะทางที่กำหนดโดยที่มีสิ่งกีดขวางต่างๆ และได้ไกลกว่าที่กำหนดเมื่อส่งในที่ไม่มีสิ่งใดๆ กีดขวาง สามารถส่งสัญญาณไปได้ 40 – 50 เมตร ต้นทุนในการผลิตสิ่งประดิษฐ์แปลงอักษรเป็นเสียงพูดควบคุมด้วยระบบไร้สายต้น แบบ ราคาอยู่ที่ 3,000 บาท สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ดร.วิเชียร อูปแก้ว โทร.091-4062224

Cr.กรุงเทพธุรกิจ,มทร.ธัญบุรี

วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2558

รถไฟอินเดียกับ Google

รถไฟอินเดียกับ Google

รถไฟอินเดียกับ Google
ก่อนหน้านี้ Google สร้างความฮือฮาในวงการไอทีไม่น้อย หลังจากที่บริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อเทคโนโลยีของโลกอย่าง "กูเกิล" เปิดตัว CEO คนใหม่ไฟเเรงที่เป็นชาวอินเดียเเท้ๆ วิศวกรหนุ่มผู้ทำงานกับกูเกิลมากว่า 12 ปี ผู้บุกเบิกเเละอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ "Chrome" หนึ่งในบราวเซอร์ที่มีผู้ใช้มากที่สุดในโลกจากฝีมือการนำทีมของเขา สร้างรายได้ปีที่เเล้วให้กับกูเกิลอย่างมหาศาลถึง 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯเลยทีเดียว

 "Sundar Pichai" (สุนทร พิชัย) วิศวกรอัจฉริยะจากดินเเดนชมพูทวีปวัย 43 ปีกับก้าวเเห่งชีวิตของเด็กน้อยที่เกิดในครอบครัวยากจนสู่ CEO ผู้เป็นที่รักในบริษัทที่มีการเติบโตสูงที่สุดในสหรัฐอเมริกา

ด้วย ความที่เป็นเด็กเรียนเก่งเเละมีความมุ่งมั่น Sundar เข้าเรียนต่อในสาขาวิศวกรรมวัสดุ ของ Indian Institute of Technology มหาวิทยาลัยชั้นนำของอินเดีย ด้วยความฉลาดเขากลายเป็นนักเรียนระดับหัวกะทิของมหาวิทยาลัยได้ไม่ยาก ผลของการเป็นเด็กขยันเเละสมองดี ซึ่งมีผลการเรียนอยู่ในระดับดีมากSundar จึงได้ทุนไปศึกษาต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยสเเตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา จนจบปริญญาโท

หลังจากที่เรียนจบด้านบริหารธุรกิจมาไม่นาน Sundar เข้ามาทำงานเป็น ที่ปรึกษาในบริษัท mzkinsay ก่อนจะเข้ามาร่วมงานกับกูเกิล เมื่อปี 2004  ช่วงเเรกที่เขาเริ่มทำงานกับกูเกิล เขาก็เหมือนพนักงานทั่วไปที่มีความเฉลียวฉลาดเเละมีความสามารถ ทำหน้าที่อยู่ในทีมเล็กๆ ในส่วนพัฒนา Google Toolbar จากนั้น Sundar ก็ได้สร้างผลงานเด็ด โดยเขาเสนอไอเดียให้บริษัทกูเกิลสร้างโปรเจ็กต์ทำ "บราวเซอร์" ของตัวเองขึ้นมา ซึ่งนั้นก็ถือเป็นจุดกำเนิดของ "Chrome"

นอก จากนี้ Sundar  ยังช่วยดูในเรื่องการพัฒนาระบบปฎิบัติการ Chrome สำหรับเเล็ปท็อปที่เก็บข้อมูลไว้ในคลาวด์ที่กำลังเป็นที่นิยมกันอย่างเเพร่ห ลายในปัจจุบัน อีกทั้งเขายังดูเเลโครงการใหญ่ๆที่กูเกิลกำลังผลักดัน เช่น G-mail , Google Drive Google Mapเเละการดูเเลระบบปฎิบัติการเเอนดรอยบนมือถือ โดยเขามุ่งหวังเพื่อขยายฐานตลาดล่างของสมาร์ทโฟนระบบเเอนดรอยในตลาดไอทีที่ กำลังเกิดใหม่ รวมไปถึงการผลักดันสร้างผู้ช่วยส่วนตัวของสมาร์ทโฟนที่มีความคล้ายกับ "Siri" อีกด้วย
Sundar Pichai  CEO of Google


และแล้วความความฮือฮาในวงการไอทีก็กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้งที่ ชาวอินเดียจะได้รับ ประเทศอินเดียจะได้ใช้รถไฟที่ทันสมัย พร้อมรองรับไวไฟบนรถไฟฟรีตลอดการเดินทางที่อันยาวนานของคนอินเดีย ที่เป็นความร่วมมือกับทาง “Google” ยักษ์ใหญ่ไอทีระดับโลก นั้นคือ โครงการ “Project Nilgiri”

“รถไฟอินเดีย” ดึง “Google” ติดตั้ง wifi กว่า 400 แห่ง ให้ผู้โดยสารใช้งานฟรีได้ตลอดเวลา และตลอดระยะการเดินทางเลย ถือเป็นการยกระดับปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการรถไฟของประเทศอิเดียครั้งใหญ่เลย ล่ะค่ะ เพียงแค่ผู้โดยสารมี ตัวรับสัญญาณ WiFi หรือถ้าไม่มีในเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นเก่าก็สามารถหา USB WiFi เสียบเข้าที่เครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านพอร์ต USB คอมพิวเตอร์ของคุณก็ใช้งานได้เลยค่ะ

สำนัก ข่าวABP News รายงานว่า การรถไฟอินเดีย ได้ตกลงร่วมมือกับทาง “Google” ยักษ์ใหญ่ไอทีระดับโลก ในการร่วมกันพัฒนาเพื่อยกระดับรถไฟในประเทศอินเดียครั้งยิ่งใหญ่เลย โดย Google ตั้งชื่อโครงการนี้ว่า “Project Nilgiri” ทั้งนี้ Google ตกลงที่จะติดตั้งอินเตอร์เน็ตไวไฟ ที่สถานีรถไฟทั่วอินเดียกว่า 400 แห่ง เพื่อให้ผู้โดยสารรถไฟสามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ตลอดเวลาและใช้ได้แบบ ฟรีๆเลยด้วยค่ะ

ส่วนการใช้งาน สามารถเปิดรับการเชื่อมต่อที่ทรงประสิทธิภาพ สำหรับเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ หรือโน๊ตบุ๊คใช้งานสะดวก หรือถ้าไม่มีอุปกรณ์ไวไฟในเครื่อง เพียงคุณเชื่อมต่อกับ ตัวรับสัญญาณ WiFi  เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านพอร์ต USB คอมพิวเตอร์ของคุณ ทำให้คุณสามารถค้นหาสัญญาณ WiFi เพื่อเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ทได้ทันทีเช่นกันค่ะ

ทางรัฐมนตรีว่าการ รถไฟอินเดีย ก็ยังได้เดินทางไปที่ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเริ่มความร่วมมือในการพัฒนารถไฟในอินเดีย โดยญี่ปุ่นตกลงร่วมลงทุนกับอินเดีย ในการพัฒนารถไฟ รวมกว่า 400 สถานีให้ทันสมัย ภายใต้แผนพัฒนาระยะ 5 ปี มูลค่า 140,000 ล้านเหรียญ หรือ (ประมาณ4.9 ล้านล้านบาท)

การพัฒนารถไฟในอินเดีย จะรวมถึงการพัฒนาตู้ขบวนรถให้สะอาดทันสมัย ห้องน้ำบนรถจะใช้ระบบเดียวกับเครื่องบิน รวมทั้งเพิ่มีะดับความหรูหรา สะดวกสบายบนตู้ขบวนทั้งหมดด้วย แค่นึกภาพตามก็รู้สึกว่าน่าขึ้น และรู้สึกปลอดภัยอีกด้วยนะค่ะ

ก็อยากให้ประเทศไทยได้ไอเดียดีๆแบบนี้ ไปใช้บ้างน้า รถไฟไทยจะได้น่าขึ้น และปลอดภัยมากกว่านี้ค่ะ เพราะไทยก็ไม่ใช่ย่อยเรื่องการทำรถไฟอยู่แล้่ว เอาใจช่วยนะค่ะ !!

Cr.แบไต๋,ประชาติธุรกิจ

วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2558

บ้านอัจฉริยะ "SMART HOME"

บ้านอัจฉริยะ "SMART HOME"
Photo : Samsung

ยุค InternetOf Things (IOTs) เชื่อมทุกอย่างด้วยอินเทอร์เน็ต ใกล้ตัวเข้ามาอีกหน่อยแล้ว และกำลังเป็นจริงในไม่ช้า บ้านอัจฉริยะ "SMART HOME" ที่กำลังจะเป็นจริงแล้ว เชื่อมทุกอย่างในบ้านด้วยอินเทอร์เน็ต แล้วกำลังจะเกิดขึ้นที่ประเทศไทย

"โจ ชาน" รองประธาน ธุรกิจลูกค้าองค์กร บริษัท ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่าซัมซุงเป็นแบรนด์ที่มีครบตั้งแต่สมาร์ทโฟน เครื่องใช้ไฟฟ้า โฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ และได้เริ่มพัฒนานวัตกรรมเพื่อเชื่อมต่อหน่วยที่เล็กที่สุดในสังคมแต่สำคัญ ที่สุด คือ "SMART HOME" ซึ่งเริ่มทำตลาดในอเมริกาและอังกฤษแล้ว ในอาเซียนเริ่มที่สิงคโปร์จากความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ประชากรเข้า ถึงอินเทอร์เน็ตได้ทั้ง 100% และ 82% เป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยของตนเอง รวมทั้งไลฟ์สไตล์

SMART HOME จะทำให้อุปกรณ์ฉลาดขึ้น ไม่ว่าเชื่อมต่อผ่านระบบ WiFi โดยตรงหรือผ่าน พ็อกเก็ตไวไฟ(Pocket WiFi) ด้วย 3G หรือ 4G  และควบคุมด้วยแอปพลิเคชั่นได้จากทุกที่ทุกเวลา โดยอาศัยหน่วยประมวลผลกลาง (Smart things Hub) และเซ็นเซอร์ที่จะตรวจจับความร้อนการสั่นสะเทือน และความชื้น เพื่อแจ้งเตือนให้ผู้ใช้รู้ความเคลื่อนไหวในบ้าน อาทิ แจ้งเตือนผู้มาหา, แจ้งเตือนระบบน้ำ, ระบบไฟ และอันตรายต่าง ๆ เมื่อลืมปิดแก๊ส หรือน้ำล้นจากอ่างล้างจาน เป็นต้น

และตั้งแต่ปี 2020 "ซัมซุง" จะผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น ไวไฟพกพา (Pocket WiFi)  รวมถึงปลั๊กไฟ และที่ล็อกประตูอัจฉริยะ (Digital Door Lock) ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ทั้งจะเพิ่มเซ็นเซอร์การตรวจจับการนอน การวัดสุขภาพของผู้สูงอายุภายในบ้าน ตามแนวคิด "home that care for you" เพื่อเข้าสู่ยุค IOTs เต็มตัว

ต้นแบบ "ซัมซุง สมาร์ทโฮม" ที่สิงคโปร์ เป็นโชว์เคสที่สมบูรณ์แบบที่สุดในเอเชีย จำลองวิถีชีวิตคนเมืองยุคใหม่ของชาวสิงคโปร์ที่ไม่มีเวลาดูแลผู้สูงอายุแต่ ก็ไม่สามารถจ้างคนมาดูแลพิเศษได้เพราะค่าใช้จ่ายแพงมากหลายบ้านจึงมีผู้สูง อายุและเด็กอยู่กันลำพัง

"ซัมซุง สมาร์ทโฮมจะช่วยเป็นหูเป็นตาให้ มีระบบส่งสัญญาณแจ้งเตือนเมื่อผู้สูงอายุหกล้มและหมดสติ ระบบความปลอดภัยและการเตือนการเปิด-ปิดประตู หน้าต่าง หรือคอนโทรลระบบไฟฟ้าระบบ WiFi หรือผ่าน พ็อกเก็ตไวไฟ(Pocket WiFi) โดยใช้งบประมาณไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือราว 400 ดอลลาร์สิงคโปร์ ไม่รวมตัวเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยระบบจะรองรับการเชื่อมต่อได้ 300 อุปกรณ์พร้อมกันผ่านระบบ WiFi ควบคุมผ่านแอปพลิเคชั่น ทั้งไอโอเอส แอนดรอยด์ และวินโดวส์โฟน"

สำหรับในประเทศไทย "มณฑล มังกรกาญจน์" ผู้อำนวยการ ธุรกิจลูกค้าองค์กร ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ กล่าวว่า เริ่มนำสมาร์ทโฮมเข้ามาแล้ว โดยนำร่องแห่งแรกกับคอนโดมิเนียมระดับพรีเมี่ยม ย่านสุขุมวิท 31  ก่อนจะขยับไปในอีกหลายโครงการ และเตรียมจะนำเข้ามาทำตลาดทั่วไปในปีหน้า

Cr.ประชาชาติธุรกิจ

วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2558

บ้านใคร ใครก็รัก

ไวไฟพกพา

การท่องเที่ยวไทย : หลายฝ่ายควรช่วยกันส่งเสริมกันอย่างจริงจัง

ผู้เขียนเป็นคนที่ชอบการท่องเที่ยวมาก ได้ท่องเที่ยวไปแล้วทุกทวีปทั่วโลก ยกเว้นขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ สำหรับในประเทศไทยนั้นได้ท่องเที่ยวไปครบทุกจังหวัดแล้ว
   
ได้เห็นสิ่งดีๆ หลายอย่าง และในประเทศไทยนั้น มีสิ่งที่สวยงามและน่าสนใจเยอะมาก แหล่งท่องเที่ยวหลายต่อหลายแห่งในไทยสามารถขายได้แม้กระทั่งนักท่องเที่ยว ไทยด้วยกัน

    ดังนั้น นอกจากเจ้าของพื้นที่และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจะช่วยกันตีปี๊บ รวมทั้งหาทางให้เข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ แล้ว คนไทยทุกคนต้องช่วยกันประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวด้วย

     ผู้เขียนได้ช่วยเผยแพร่ประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวของไทย โดยใช้เฟซบุ๊ค (Facebook) ส่วนตัวของผู้เขียนอยู่เป็นประจำ

     แหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งซึ่งผู้เขียนประทับใจมาก คือที่ผาช่อ อ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่ ซึ่งอยู่ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติแม่วาง หลายคนเรียกขานว่าเป็นแกรนด์แคนยอนเมืองไทย

     ผาช่อเป็นหน้าผาสูงชันที่เชื่อว่าเกิดจากการกัดเซาะของลมฝนนานนับร้อยนับ พันปี ลักษณะคล้ายกำแพงและเสาหินขนาดใหญ่ลวดลายแปลกตา สูงใหญ่ราว 30 เมตร เป็นบริเวณกว้างนับร้อยเมตร

     ถ่ายภาพลงเฟซบุ๊คของผู้เขียนแล้ว เพื่อนๆ หลายคนชื่นชอบ ไม่เคยไปและอยากไปเที่ยวกันทั้งนั้น

     ใช้เวลาในการเดินทางจากเชียงใหม่ไม่ถึงชั่วโมง อยู่ห่างจากถนนเชียงใหม่-ฮอด 12.5 กิโลเมตร ทางเข้าผาช่อเป็นทางราดยาง 7.5 กิโลเมตร และทางลูกรัง 5 กิโลเมตร

    เป็นไปได้ไหมครับ ที่กรมอุทยานฯ จะใช้เงินเข้าชมจากอุทยานแห่งชาติอื่นนำมาสร้างทางราดยางเฉพาะส่วนที่เป็น ลูกรัง 5 กิโลเมตร เพื่อนักท่องเที่ยวจะได้เดินทางเข้า-ออกด้วยความสะดวกสบาย

    แต่ไม่จำเป็นต้องขยายถนนนะครับ เลนเดียวแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั่นแหละ เพียงพอแล้วครับ

    จากที่ทำการของกรมอุทยานฯ ด้านบน เดินลงมาเพียง 100 เมตร ตรงนี้คงไม่จำเป็นต้องปรับปรุงอะไรครับ แม้จะเดินยากก็เดินได้ และผู้ที่กลัวกับการเดินลงก็มีทางเลือกให้เดินจากลานจอดรถเข้าไปได้

    ทางเดินเข้าผาช่อแม้ไม่สะดวกนัก แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร ขออย่างเดียวครับ ช่วยขยายทางขาออกให้กว้างอีกนิดก็จะช่วยให้นักท่องเที่ยวที่เจ้าเนื้อซัก หน่อยจะได้เดินออกมาโดยไม่ลำบากมากนัก

     ผาช่อสวยงามมากๆ ยังตรึงตาตรึงใจผู้เขียนจนถึงวันนี้ แต่ในวันที่ผู้เขียนไปเยี่ยมชมนั้น มีนักท่องเที่ยวเฉพาะชาวไทยไปเยี่ยมชมไม่ถึงเลข 2 หลัก

     หากจังหวัดเชียงใหม่และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจะช่วยประชาสัมพันธ์ผา ช่อให้มากกว่านี้ ก็จะทำให้ความสวยงามของผาช่อเป็นที่เลื่องลือ และมีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศไปเยี่ยมชมกันมากขึ้น

     แน่นอนครับ ย่อมทำให้เศรษฐกิจของพื้นที่ใกล้เคียงและของจังหวัดเชียงใหม่ในภาพรวมดีขึ้น

     นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการช่วยกันส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทยนะครับ

    แหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่สวยงามและยังเข้าถึงโดยสะดวกซึ่งยังมีอีกมาก ก็คงทำได้เช่นเดียวกัน

    นอกจากเรื่องการพัฒนาการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวและการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ แล้ว จากประสบการณ์ของผู้เขียนเห็นว่ายังมีอีกหลายเรื่องที่หลายฝ่ายควรหาทางช่วย กันส่งเสริม

    เรื่องแรกคือเรื่องการบริหารจัดการ หลายแห่งมีของดีอยู่กับมือแล้วแต่บริหารไม่เป็น

    บ่อน้ำพุร้อนแห่งหนึ่ง สร้างไว้อย่างดี ทั้งสระว่ายน้ำ อ่างอาบน้ำส่วนตัว และอื่นๆ อีก แต่เมื่อเข้าไปไม่มีผู้ใดคอยบริการทั้งๆ ที่อยู่ในเวลาการบริการ (ตามป้าย) โทรศัพท์สอบถาม แต่ได้รับแจ้งว่าเจ้าหน้าที่กลับแล้ว

     สวนสัตว์เปิดบางแห่งก็มีสัตว์ป่าหายากหลายชนิด แต่ไม่มีนักท่องเที่ยวเข้าไปชม

     สิ่งเหล่านี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาคงให้การช่วยเหลือได้ โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสำรวจข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว พร้อมศึกษาวิธีบริหารจัดการ หากไม่ดีก็ควรแนะนำและหาทางช่วยเหลือ

    เรื่องที่สองคือโรงแรม บางโรงแรมเจ้าของหรือสถาปนิกคงอาจไม่เคยพักที่โรงแรมดีๆ ที่อื่น

     จึงไม่ทราบว่าสวิตช์ไฟและปลั๊กไฟควรมีเท่าไร อยู่ตรงไหนที่ให้ความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวมากที่สุด

     บางแห่งสวิตช์ไฟอยู่บนกำแพง ดับไฟแล้วต้องเดินคลำไปหาเตียง ในห้องน้ำก็ไม่มีปลั๊กไฟสำหรับเสียบเครื่องโกนหนวด

     การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยน่าจะประสานกรมโยธาธิการและผังเมือง ออกแบบเฉพาะห้องพักไว้เป็นมาตรฐาน แล้วขอให้ กทม. เทศบาลหรือ อบต. ผู้อนุญาตให้ก่อสร้างแนะนำให้เจ้าของโรงแรมสร้างใหม่และสถาปนิกผู้ออกแบบให้ นำไปปรับใช้

    จักรยานเป็นเรื่องที่โรงแรมทุกแห่งควรมีไว้บริการนักท่องเที่ยวด้วย เพราะนักท่องเที่ยวจะได้ปั่นออกกำลังกายหรือท่องเที่ยวไปในเมือง แม้ว่าในปัจจุบันหลายโรงแรมได้ปฏิบัติแล้ว แต่บางแห่งก็ไม่มี

     เรื่องที่สามคือเรื่องไวไฟ (Wifi)


    ไวไฟบ้านเรานั้น เห็นโฆษณาประชาสัมพันธ์กันเยอะว่าใช้ไวไฟฟรีในบางจุด แต่เข้าไปใช้แล้ว ปรากฏว่าใช้ไม่ได้หรอกครับ พอๆ กับไวไฟของโรงแรมบางแห่งนั่นแหละ ใช้อินเตอร์เน็ตธรรมดาดีกว่า

    แต่ภูมิใจที่สนามบินสุวรรณภูมิของเราได้รับยกย่องว่าเป็นสนามบินที่ให้บริการไวไฟแรงที่สุดในโลก

    ขอชื่นชมสายการบินนกแอร์บางเส้นทางและบางลำด้วยที่ได้เริ่มให้บริการไวไฟ ฟรีแล้ว สายการบินอื่นทั้งต้นทุนสูงและต้นทุนต่ำน่าจะนำมาเป็นตัวอย่างด้วยนะครับ

    ไปภูเขาไฟฟูจิ ประเทศญี่ปุ่นตอนนี้ มีบริการไวไฟให้นักท่องเที่ยวใช้ฟรีแล้ว นอกจากนั้น ในญี่ปุ่นยังให้เช่าไวไฟแบบพกพา (Pocket Wifi) วันละ 300 บาท ด้วย บ้านเรามีไวไฟพกพาขาย แต่ไม่มีบริการให้เช่า

    บริษัทผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตของไทยน่าเปิดบริการให้เช่าไวไฟพกพากันได้แล้ว

     รถนำเที่ยวหลายประเทศที่ผู้เขียนพบคือตุรกี เวียดนามหรือลาว ก็มีไวไฟให้ใช้ฟรีด้วย เป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวที่ไม่ต้องการโรมมิ่งระหว่างประเทศ และเป็นที่น่ายินดีที่รถตู้นำเที่ยวบ้านเราบางคันก็มีแล้ว

     ประเทศอื่นเอาใจนักท่องเที่ยวกันขนาดนี้แล้ว ของเราก็ควรทำได้เช่นเดียวกัน

     เรื่องสุดท้ายก็คือเรื่องน้ำหนักของกระเป๋าเดินทางของสายการบินต้นทุนต่ำ (Low cost airline)

     สายการบินต้นทุนต่ำนั้นต้องพยายามตัดรายจ่ายที่เป็นความสะดวกสบายของผู้ โดยสารออก เพื่อให้มีค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด และคิดค่าโดยสารได้ต่ำสุด หากผู้โดยสารต้องการความสะดวกมากขึ้นก็ต้องซื้อเพิ่ม

ดีไม่ดี ซื้อเพิ่มมากๆ เข้า สายการบินต้นทุนต่ำบางสายที่ว่าราคาถูกที่สุดอาจแพงกว่าสายการบินต้นทุนต่ำ สายอื่นก็ได้ แต่ก็เอาเถิดครับ ไม่ว่ากัน เพราะผู้โดยสารบางคนต้องการประหยัดที่สุด อย่างอื่นไม่ต้องการ

ผู้เขียนขอเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น ที่อยากให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน นั่นก็คือน้ำหนักกระเป๋าที่ใส่ใต้ท้องเครื่องบิน ซึ่งสายการบินทั่วไปอนุญาตให้นำขึ้นได้ไม่เกิน 20 กิโลกรัม

แต่สายการบินต้นทุนต่ำหรือไม่ต้นทุนต่ำบางสาย ให้นำหนักกระเป๋าดังกล่าวได้เพียงไม่เกิน 15 กิโลกรัม เท่านั้น หรือบางสายไม่ให้เลย มีเพียงกระเป๋าที่หิ้วขึ้นเครื่องที่ไม่เกิน 7 กิโลกรัม
  
นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่เดินทางมากับสายการบินต้นทุนต่ำของไทย ซึ่งสามารถนำโหลดกระเป๋าใต้ท้องเครื่องได้ไม่เกิน 20 กิโลกรัม

     เมื่อใช้สายการบินต้นทุนต่ำในไทยซึ่งให้น้ำหนักเพียง 15 กิโลกรัม หรือบางสายไม่ให้เลย น้ำหนักที่เกิน 15 กิโลกรัม หรือเกินทั้ง 20 กิโลกรัม จะทำอย่างไร ให้เขาจ่ายเงินเพิ่มกระนั้นหรือ

     กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาควรประสานกับกระทรวงคมนาคม เพื่อหาทางแก้ไขปัญหานี้

     สายการบินต้นทุนต่ำจะแข่งขันเรื่องราคากันอย่างไร ไม่ว่าเรื่องอาหาร การบริการและความสะดวกสบายอื่นก็ไม่ว่ากัน ขอเพียงน้ำหนักกระเป๋าให้ถือเป็นมาตรฐานทั่วไป คือไม่เกิน 20 กิโลกรัม ได้หรือไม่

     ผู้เขียนเห็นว่า หากส่วนราชการ บริษัทเอกชนและประชาชนทั่วไปทุกฝ่ายร่วมใจกันส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งนอกจากการท่องเที่ยวไทยซึ่งให้บริการเป็นเลิศและนำเงินรายได้เข้าประเทศ สูงสุดแล้ว

    ยังสามารถเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศให้มากขึ้น พร้อมๆ กับความประทับใจและชื่นใจกับการท่องเที่ยวของไทยไปตลอดกาล

Cr  :   พุธทรัพย์ มณีศรี / บ้านเมือง
เว็บเกี่ยวข้อง : ไวไฟพกพา ( Pocket Wifi )

วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2558

สุดยอด ญี่ปุ่นติดตั้ง Wi-Fi ฟรีบนภูเขาฟูจิแล้ว


pocket wifi
ถือเป็นข่าวดีอีกชิ้นหนึ่ง สำหรับใครที่มีเป้าหมายอยากพิชิตเขาความสูงระดับ 32,000 ฟุตอย่างภูเขาฟูจิสักครั้งในชีวิต เมื่อล่าสุดญี่ปุ่นได้ทำการติดตั้ง Wi-Fi ฟรี ทั่วบริเวณภูเขาแล้ว เพื่อให้ง่ายต่อการติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอกมากขึ้น

ญี่ปุ่นเองเล็งเห็นว่าเหล่าบรรดานักไต่เขา ที่มาทำกิจกรรมบนภูเจาไฟฟูจินั้นมีมากขึ้นทุกปี ซึ่งจำเป็นที่จะต้องมีการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต เพื่อความสะดวกสบายมากขึ้นระหว่างมาทำภาระกิจหรือท่องเที่ยวที่นี่ ทั้งนี้ ตัว Wi-Fi hotspot จะถูกติดตั้งกระจัดกระจายไปบริเวณภูเขารวม 8 จุด จากความร่วมมือของ NTT Docomo ผู้ให้บริการเครือข่ายยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นร่วมกับฝ่ายบริหารส่วนท้องถิ่น ซึ่งตัว Wi-Fi จะเปิดใช้อย่างเป็นทางการได้ในเดือนกันยายนนี้

อัปเดท

หลังจากข่าวนี้เผยแพร่ออกไปคุณ Warach Madhyamapurush สมาชิกเว็บแบไต๋ได้แสดงความเห็นว่า “ใช้ยากมาก คนขึ้นไปมาก ใช้ pocket wifi. หรือ 4G. ดีกว่าคราบ คนขึ้นที่ละพันคน”
ก็ถือว่าผู้ให้บริการต้องปรับปรุงให้รองรับคนได้มากขึ้นนะครับ

พก pocket wifi ไปเองดีกว่า สะดวกดี ตอนนี้มีผู้ให้บริการ pocket wifi มากมายหลายแห่ง ลองเช็คดูนะว่าที่ไหนให้บริการ pocket wifi บ้าง มีให้บริการ pocket wifi ทั้งในไทยและญี่ปุ่น

ภาพโดย: Warach Madhyamapurush
 
Cr  :  bearthai.com และบางส่วนเพิ่มเติมโดยผู้เขียน
เว็บเกี่ยวข้อง : http://i-synes.com/product/internet-network/mifi