แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สิ่งประดิษฐ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สิ่งประดิษฐ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2558

สิ่งประดิษฐ์แปลงอักษรเป็นเสียงพูด

สิ่งประดิษฐ์แปลงอักษรเป็นเสียงพูด
สิ่งประดิษฐ์แปลงอักษรเป็นเสียงพูด สร้างจากวงจรไมโครคอนโทรลเลอร์(Microcontroller )ควบคุมด้วยตัวรับสัญญาณ WiFi ระบบไร้สาย สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับระบบสื่อโฆษณาหรือข้อความเสียงต้อนรับต่างๆ ซึ่งระบบไร้สายสะดวกในการติดตั้งใช้งาน ลดการใช้ทรัพยากร ผลงานของอาจารย์และ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ภาควิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม คณะวิศวกรรมศาสตร์ ออกแบบและสร้างสิ่งประดิษฐ์แปลงอักษรเป็นเสียงพูด หรือเครื่องแปลงตัวอักษรเป็นเสียงพูดควบคุมด้วยระบบไร้สายต้นแบบ (TEXT TO SPEECH MACHINE CONTROLLING VIA WIRELESS SYSTEM) ขึ้นมา

นายปริญญา ปุณณะรัตน์ และ นายนพคุณ สามเรืองศรี โดยมีดร.วิเชียร อูปแก้ว เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ภาควิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม  ออกแบบและสร้างสิ่งประดิษฐ์แปลงอักษรเป็นเสียงพูด สร้างจากวงจรไมโครคอนโทรลเลอร์(Microcontroller )ควบคุมด้วยตัวรับสัญญาณ WiFi ระบบไร้สายต้นแบบขึ้นมาใช้แล้ว หลักสำคัญของเครื่องแปลงตัวอักษรเป็นเสียงพูด ได้แก่ส่วนของภาคส่ง รับข้อมูลอักษรทางแป้นพิมพ์ เพื่อส่งไปยังภาครับผ่านทางโมดูลเชื่อมต่อไร้สาย และส่วนของภาครับ ทำหน้าที่รับข้อมูลจากภาคส่งแล้วแปลงเป็นเสียงออกทางลำโพง

สำหรับ ขั้นตอนการสร้างบอร์ดการส่ง-รับข้อมูลตัวอักษร ในการทำงานของบอร์ดเป็นการทำงานแบบบอร์ดถึงบอร์ด ผ่านระบบไร้สายส่งข้อมูลผ่าน Protocol เป็น ASCII Code ออกไปยังบอร์ดรับข้อมูล และให้ไมโครคอนโทรลเลอร์(Microcontroller )ประมวลผลส่งไปให้โมดูล Emic 2 แปลงเป็นเสียงส่งออกลำโพง จะควบคุมด้วยตัวรับสัญญาณ WiFi ระบบไร้สายต้นแบบผ่านทางโมดูลเชื่อมต่อไร้สายความถี่ 2.4 GHz เมื่อส่งในที่ไม่มีสิ่งใดๆ กีดขวาง สามารถส่งสัญญาณไปได้ 40-50 เมตร

เจ้า ของผลงาน เล่าว่า หลักสำคัญของเครื่องแปลงตัวอักษรเป็นเสียงพูดควบคุมด้วยระบบไร้สายต้นแบบ ประกอบด้วยสองส่วน ได้แก่ ส่วนของภาคส่ง รับข้อมูลอักษรทางแป้นพิมพ์ เพื่อส่งไปยังภาครับผ่านทางโมดูลเชื่อมต่อไร้สาย และส่วนของภาครับ ทำหน้าที่รับข้อมูลจากภาคส่งแล้วแปลงเป็นเสียงออกทางลำโพง ในหลักการออกแบบวงจร แบ่งเป็น 6 ส่วนคือ

1. ส่วนโปรแกรม
2. ส่วนไมโครคอนโทรลเลอร์(Microcontroller ) เป็นส่วนที่สำคัญ เพราะเป็นส่วนที่ใช้ติดต่อกับส่วนต่างๆ เป็นส่วนที่ควบคุมข้อมูลที่ส่งมาจากคีย์บอร์ด เพื่อนำไปแสดงผลการรับค่าที่ จอ LCD และควบคุมการรับค่าไปจนกว่าจะมีการสั่งให้ส่งข้อมูลออกไปยัง โมดูล WI-FI ให้ส่งต่อไปยังภาครับ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วนย่อย คือ ส่วนฮาร์ดแวร์ไมโครคอนโทรลเลอร์ และส่วนซอฟแวร์ไมโครคอนโทรลเลอร์
3. ส่วนแสดงผล
4. ส่วน wireless เป็นตัวรับสัญญาณ WiFi
5. ส่วนโมดูลแปลอักษรเป็นเสียงพูด เป็นอีกส่วนสำคัญ เพราะเป็นส่วนที่เปลี่ยนข้อมูลที่ได้เป็นเสียงพูด ในการออกแบบเลือกใช้ Emic 2 parallax ที่มีการเชื่อมต่อ 6 พอร์ตใช้งาน
6.ส่วนสุดท้ายคือส่วนภาค ขยายสัญญาณ การขยายจากลำโพงภายนอก เนื่องจากบอร์ดมี output เป็นการส่งสัญญาณออก แบบสเตอริโอ 3.5 mm. ที่ใช้ได้กับลำโพงทั่วไปในปัจจุบัน

สำหรับขั้นตอนการสร้างสิ่ง ประดิษฐ์แปลงอักษรเป็นเสียงพูด เริ่มจากบอร์ดการส่ง-รับข้อมูลตัวอักษร ในการทำงานของบอร์ดเป็นการทำงานแบบบอร์ดถึงบอร์ด ผ่านระบบไร้สายส่งข้อมูลผ่าน Protocol เป็น ASCII Code ออกไปยังบอร์ดรับข้อมูล ประกอบด้วย

1. การทำงานภาคส่ง การส่งข้อมูลจากบอร์ดถึงบอร์ด ผ่านระบบไร้สาย โดยที่บอร์ดสำหรับส่งจะมีหน้าจอ LCD เป็นตัวแสดงผลที่พิมพ์ ก่อนจะส่งไปยัง wireless เพื่อที่จะส่งสัญญาณไปยังบอร์ดภาครับ
2. การทำงานภาครับ การรับค่าข้อมูลมาจาก ตัวรับสัญญาณ WiFi ใช้ ไมโครคอนโทรลเลอร์(Microcontroller ) ประมวลผลส่งสัญญาณไปแสดงผลยังจอโน้ตบุ๊ก เพื่อเป็นการทดลองการรับส่งค่าข้อมูลก่อนที่จะใช้โมดูลเสียงเพิ่มเติมเข้าไป และเป็นการทดสอบระยะการส่งข้อมูล
3. การทำงานของบอร์ด การรับค่าข้อมูลจากคีย์บอร์ดโดยตรง เข้าที่ IC แล้วให้แสดงผลที่หน้าจอ เมื่อกด Enter ข้อมูลก็จะผ่านระบบไร้สาย ไปยังบอร์ดภาครับ และให้ไมโครคอนโทรลเลอร์ประมวลผลส่งไปให้โมดูล Emic 2 แปลงเป็นเสียงส่งออกลำโพง เป็นเสียงให้ได้ยิน เพื่อตรวจสอบข้อมูลที่ป้อน กับผลที่ได้ ออกมาข้อมูลตรงกันหรือไม่

หลักการทำงานโดยรวมของสิ่ง ประดิษฐ์แปลงอักษรเป็นเสียงพูดควบคุมด้วยระบบไร้สายต้นแบบ คือ เมื่อผู้ใช้ป้อนข้อมูลตัวอักษรผ่านทางแป้นพิมพ์ ระบบจะประมวลผล และส่งข้อมูลไปยังภาครับผ่านทางโมดูลเชื่อมต่อไร้สาย ตัวรับสัญญาณ WiFi ความถี่ 2.4 GHz ภาครับมี ไมโครคอนโทรลเลอร์(Microcontroller )ประมวลผลสัญญาณไฟฟ้าให้โมดูล Emic2 สร้างความถี่เสียงส่งออกทางลำโพง ในการรับ-ส่งสัญญาณทำได้มีประสิทธิภาพ ส่งถูกต้อง ในระยะทางที่กำหนดโดยที่มีสิ่งกีดขวางต่างๆ และได้ไกลกว่าที่กำหนดเมื่อส่งในที่ไม่มีสิ่งใดๆ กีดขวาง สามารถส่งสัญญาณไปได้ 40 – 50 เมตร ต้นทุนในการผลิตสิ่งประดิษฐ์แปลงอักษรเป็นเสียงพูดควบคุมด้วยระบบไร้สายต้น แบบ ราคาอยู่ที่ 3,000 บาท สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ดร.วิเชียร อูปแก้ว โทร.091-4062224

Cr.กรุงเทพธุรกิจ,มทร.ธัญบุรี

วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2558

เด็กไทยคว้ารางวัล ‘วิชั่นเนียร์-โยกเยก’

ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ แห่งชาติเนคเทค (สวทช.) ร่วมกับ สิงคโปร์ ทีราพัวติก แอสซิสทีพ แอนด์ รีแฮฟบิลีเททีฟ เทคโนโลยี เซ็นเตอร์ สาธารณรัฐสิงคโปร์ ได้จัดการประชุมวิชาการ เรื่อง วิศวกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพและเทคโนโลยีสิ่งอํานวยความสะดวกสําหรับคนพิการ ณ มหาวิทยาลัย นันยาง เทคโนโลยี สาธารณรัฐสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 11-14 สิงหาคม 2558  ซึ่งคณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยของไทย ส่งเข้าร่วมการประกวดจำนวน 11 ทีม การประกวดมี 2 ประเภท คือเทคโนโลยีสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ และผลงานการออกแบบนวัตกรรมสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ

เยาวชนไทยคว้า 2 รางวัลโครงงานสิ่งประดิษฐ์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุระดับนักศึกษาในงาน ไอ ครีเอท 2015 ที่ประเทศสิงคโปร์  1.‘วิชั่นเนียร์’ แว่นตาช่วยจำแนกธนบัตร สีและสินค้าสำหรับผู้บกพร่องทางการมองเห็นด้วยบาร์โค้ดและแสง และ 2.‘โยกเยก’ ของเล่นสำหรับเด็กพิการซํ้าซ้อน

ไอ เดียสุดล้ำของเด็กไทยคว้ารางวัลจากงานประชุมวิชาการวิศวกรรมการฟื้นฟู สมรรถภาพและเทคโนโลยีสิ่งอํานวยความสะดวกสําหรับผู้พิการ ครั้งที่ 9 (ไอ-ครีเอท 2015) ณ ณ มหาวิทยาลัยนันยางเทคโนโลยี ประเทศสิงคโปร์ ปีนี้ มีโครงงานนักศึกษาเข้าร่วมประกวดทั้งสิ้น 33 โครงงาน จาก 7 ประเทศ ได้แก่ จีน ไทย มาเลเซีย สวิตเซอร์แลนด์ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฮ่องกง
เด็กไทยคว้ารางวัล ‘วิชั่นเนียร์-โยกเยก’

แว่นตา ‘วิชั่นเนียร์’  จากปัญหาสู่นวัตกรรม

วิชั่นเนียร์ (Visionear) อุปกรณ์สวมใส่สำหรับผู้บกพร่องทางการมองเห็น เป็นอุปกรณ์สวมใส่ประกอบด้วยแว่นติดกล้องจิ๋ว และใส่กล่องประมวลผล ทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลรูปภาพแลอธิบายเสียงพูดให้แก่ผู้ใช้งาน  จากทีมนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีคว้า ได้รับรางวัลที่ 2 ประเภทผลงานด้านเทคโนโลยี มีที่มาจากแว่นตากูเกิล (Google Glass) ที่ผสมเทคโนโลยีใหม่ทันสมัยทำให้ทำหน้าที่ได้หลากหลาย

“ความยากในการ พัฒนานวัตกรรมคือ การค้นหาความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง มากกว่าเรื่องของเทคโนโลยี เราต้องทำความเข้าใจถึงปัญหา ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายไม่ใช่คิดแทนเขา เพราะนั่นไม่ใช่ความต้องการที่แท้จริงซึ่งจะส่งผลให้นวัตกรรมไม่ตอบโจทย์” นันทิพัฒน์ นาคทอง ผู้ร่วมพัฒนาวิชั่นเนียร์ กล่าว

วิชั่นเนียร์ ประกอบด้วย แว่นตาติดกล้องจิ๋ว สำหรับถ่ายภาพจากด้านหน้าของผู้ใช้ และกล่องประมวลผลทำหน้าที่วิเคราะห์รูปภาพและอธิบายในรูปแบบของเสียงพูดให้ แก่ผู้ใช้งาน ซึ่งสามารถควบคุมผ่านการสั่งงานด้วยเสียงหรือปุ่มหมุนบริเวณกล่องประมวลผล วิชั่นเนียร์สามารถแยกแยะธนบัตรโดยใช้เทคนิคทางรูปทรง, แยกประเภทสินค้าโดยใช้บาร์โค้ดเสมือนหนึ่งมี เครื่องอ่านบาร์โค้ด, แยกสีด้วยเซนเซอร์และตรวจจับแหล่งกำเนิดแสงคล้าย ๆเครื่องวัดแสง คุณสมบัติเหล่านี้สามารถทำงานได้โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับเครือข่ายอิน เทอร์เน็ต แต่เมื่อเชื่อมต่อวิชั่นเนียร์กับแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือ ก็สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายสังคมออนไลน์ เพื่อขอคำอธิบายภาพด้านหน้าจากบุคคลอื่น

ทีมงานยังออกแบบให้ใช้งาน ได้ง่ายสำหรับผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ในการใช้งานคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือ ถือ คาดว่าต้นปีหน้าจะออกสู่ตลาดในราคา 3,000-5,000 บาท ระหว่างนี้อยู่ในการจัดตั้งบริษัทและระดมทุนสนับสนุนในรูปแบบของการทำธุรกิจ เพื่อสังคม นั่นหมายความว่า สินค้าส่วนหนึ่งจะแจกฟรีภายใต้การสนับสนุนของกลุ่มทุนหรือหน่วยงานรัฐบาล อาทิ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อให้ผู้พิการมีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีพร้อมทั้งพัฒนาฟังก์ชันการใช้งาน ที่ตอบสนองความต้องการเพิ่มขึ้น เช่น การดูเลขบนสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งถือเป็นอาชีพหลักของผู้พิการกลุ่มนี้ หรือการซื้อหาสินค้าที่ได้จากการอ่านบาร์โค้ดด้วย เครื่องอ่านบาร์โค้ดภายในตัวแว่น เป็นต้น
เด็กไทยคว้ารางวัล ‘วิชั่นเนียร์-โยกเยก’

‘โยกเยก’ ของเล่นนวัตกรรมสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ

ใน ส่วนของผลงานด้านการออกแบบนวัตกรรมสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ ‘โยกเยก’ ของเล่นสำหรับเด็กพิการซํ้าซ้อนกระตุ้นกล้ามเนื้อด้วยโยกเยก จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้รับรางวัลที่ 2 ชวิศา พงษ์อำไพ อธิบายว่า มุ่งเน้นการพัฒนากล้ามเนื้อขาที่อ่อนแรง โดยศึกษาพฤติกรรมการโยกชิงช้าของเด็กๆ พบว่า ขณะที่เล่นเด็กจะกระตุ้นความรู้สึกของตัวเองด้วยความรู้สึกโอบอุ้ม โดยมุ่งเน้นพัฒนากล้ามเนื้อที่อ่อนแรง ในการออกแบบม้าโยก คือสามารถเล่นได้ทั้งสองทางที่เด็กๆ จะได้ใช้ขาในการออกแรง ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความสนใจพฤติกรรมการโยกชิงช้าของเด็กๆ ขณะที่เด็กเล่นโยกหน้าหลังจะใช้กำลังขา พลิกกับแรงเสียดทาน และฝึกการทรงตัวหมุนได้รอบด้าน

โยกเยกสามารถเล่นได้ทั้งสองด้าน ด้านแรกคือการโยกหน้าหลัง และเมื่อพลิกกลับด้านจะเป็นการโยกแบบรอบทิศทาง ทั้งนี้ ได้ออกแบบ joggle หรืออุปกรณ์ลดแรงเสียดทานเพื่อประกอบกับชิ้นงาน เพื่อให้เด็กๆ รู้สึกตัว รวมถึงฝึกการใช้ขาและออกแรงขาเพิ่มขึ้นในขณะที่เล่น รูปร่างของม้าโยกจะมีลักษณะเป็นเส้นโค้งที่รับกับขาของเด็ก โดยได้แรงบันดาลใจมาจากเป็ด ซึ่งในอนาคตจะออกแบบทำเสียงเมโลดี้ฝังไปในตัวโยกเยกเพื่อให้เกิดการรับฟัง เพิ่มขึ้นด้วย

“หลังจากได้รับรางวัล เราพยายามนำไปต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ด้วยการนำไปทดสอบประสิทธิภาพ และผลที่ได้รับจากกลุ่มเด็กที่ใช้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผลิตภัณฑ์และ การพัฒนาต่อยอดในอนาคต” ชวิศา ผู้แทนกลุ่มกล่าว

ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ ที่ปรึกษาอาวุโส สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และประธานอำนวยการจัดงาน i-CREATe 2015 ฝ่ายไทย กล่าวว่า จุดประสงค์ของการจัดงานครั้งแรกคือ การกระตุ้นให้นักวิจัยพัฒนานวัตกรรมเพื่อผู้พิการให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เนื่องจากอุปกรณ์จากต่างประเทศมีราคาแพง โอกาสเข้าถึงยาก การพัฒนานวัตกรรมเหล่านี้จะทำให้ผู้พิการมีโอกาสได้ใช้อุปกรณ์ที่มีคุณภาพใน ราคาที่เข้าถึงได้ง่าย เท่ากับเป็นการลดความพิการและความเหลื่อมล้ำลงได้ ทำให้สามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น ที่สำคัญจะได้นวัตกรรมที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้พิการในแต่ละประเทศ ได้อย่างเหมาะสม

Cr.กรุงเทพธุรกิจ

วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2558

รถวีลแชร์อัจฉริยะ


  รถวีลแชร์อัจฉริยะ

  เมื่อประเทศกำลังเดินหน้าเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและผู้พิการ อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องถูกพัฒนาขึ้นมาควบคู่กันจึงเป็นเรื่องของเครื่องมือ เครื่องไม้อัจฉริยะสำหรับตอบสนองการเคลื่อนไหว ในยามที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายทำงานได้ไม่สะดวกเหมือนเคย และจะดีแค่ไหนหากผู้พิการและผู้สูงอายุบนวีลแชร์สามารถไปไหนมาไหนเองได้ อย่างปลอดภัย และจะดีแค่ไหนหากพวกเขาสามารถสั่งงานอุปกรณ์เหล่านั้นได้แบบไม่ยากเย็น ตามไปดูวีลแชร์อัจฉริยะ(Smart Wheelchair)จากนักวิจัยมหิดล ที่จะทำให้ชีวิตของผู้พิการไม่ยุ่งยากอีกต่อไป
     
       นายดิลก ปืนฮวน นักศึกษาปริญญาเอกและนักวิจัยห้องปฏิบัติการเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ ภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้พัฒนารถวีลแชร์อัจฉริยะ(Smart Wheelchair) กล่าวว่า สิ่งประดิษฐ์ที่เขาทำขึ้นมีจุดประสงค์เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้สูงอายุ และผู้พิการที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ตั้งแต่ระดับที่มีอาการน้อยไป จนถึงระดับที่ไม่สามารถขยับร่างกายได้แต่สมองยังสั่งการได้อยู่ เพราะมีระบบนำทางอัตโนมัติที่ถูกโปรแกรมให้รับคำสั่งจากผู้ใช้งานได้โดยตรง

        รถวีลแชร์อัจฉริยะ(Smart Wheelchair)มีระบบนำทางอัตโนมัติที่พัฒนาขึ้นจะสามารถพาผู้ป่วยไปในสถานที่ ที่ต้องการได้ในปลายทางที่บันทึกไว้แล้วตั้งแต่แรก โดยใช้มือ ใช้คาง ในกรณีที่กล้ามเนื้อคอสามารถทำงานได้ปกติและระบบใช้การกลอกลูกตาหรือสัญญาณ จากสมอง ไปยังเคอเซอร์ที่จะกดคำสั่งบนจอคอมพิวเตอร์คล้ายกับการคลิกเมาส์ เพื่อควบคุมทิศทางของวีลแชร์ได้อย่างอิสระ
     
       นักวิจัย อธิบายว่า ระบบการทำงานของวีลแชร์มี 2 ระบบคือ ระบบอัตโนมัติและระบบธรรมดา โดยระบบนำทางอัตโนมัติที่พัฒนาขึ้นจะสามารถพาผู้ป่วยไปในสถานที่ที่ต้องการ ได้อัตโนมัติโดยการเลือกตำแหน่งปลายทางที่บันทึกไว้แล้วตั้งแต่แรก โดยใช้มือ ในกรณีที่ผู้ป่วยที่ยังใช้มือได้, ใช้คาง ในกรณีที่กล้ามเนื้อคอสามารถทำงานได้ปกติ, ใช้การกลอกลูกตาหรือสัญญาณจากสมอง ในกรณีที่ผู้ป่วยพิการทั้งร่างกายไปยังเคอเซอร์ที่จะกดคำสั่งบนจอ คอมพิวเตอร์คล้ายกับการคลิกเมาส์ ที่ในระหว่างการนำทางระบบยังสามารถตรวจจับ และหลบหลีกสิ่งกีดขวางอัตโนมัติเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ได้อีกด้วย
     
       “ความโดดเด่นอีกประการ คือ ผู้ใช้รถวีลแชร์อัจฉริยะ(Smart Wheelchair)สามารถเปลี่ยนโหมด การทำงานเป็นโหมดการทำงานแบบธรรมดาได้ด้วย ซึ่งในการควบคุมโหมดธรรมดานี้ผู้ใช้จะสั่งงานได้จากหลายๆ อวัยวะตามถนัดทั้งมือ, คาง, ตา หรือสัญญาณสมอง เพื่อควบคุมทิศทางของวีลแชร์ได้อย่างอิสระ และยังสามารถบันทึกตำแหน่งที่ต้องการเพิ่มเติมได้อีก ” นายดิลก เผยแก่ทีมข่าวผู้จัดการวิทยาศาสตร์

       ในส่วนขององค์ประกอบ นายดิลก ระบุว่าจะแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ 1.ส่วนของคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก (Mini PC) สำหรับเก็บข้อมูลจากอุปกรณ์ต่างๆ บนวีลแชร์เพื่อส่งไปยังเซิฟเวอร์ผ่านระบบไวไฟ, 2.จอแอลอีดีเล็กขนาด 7 นิ้ว สำหรับติดต่อกับผู้ใช้งาน,3.เครื่องสแกนเลเซอร์(Laser Scanner)เป็นเสมือนเครื่องสแกนแบบพกพา สำหรับระบุตำแหน่งของวีลแชร์ เพื่อใช้ในการนำทางและตรวจจับสิ่งกีดขวาง และส่วนสุดท้ายคือ 4.สแกนเนอร์เลเซอร์แบบหมุนได้ ที่ใช้สำหรับตรวจสอบจับสิ่งกีดขวางที่อยู่บนพื้น
     
       ก่อนที่จะใช้ระบบนำทางอัตโนมัตินั้นระบบจำเป็นจะต้องมีแผนที่ของห้องที่ผู้ ใช้จะไปก่อน โดยระบบจะทำการสร้างแผนที่จากโอโดมิเตอร์ (Odometer) และเครื่องสแกนเลเซอร์ (Laser Scanner) ที่ทำหน้าที่เหมือนเครื่องสแกนแบบพกพาติด ตั้งอยู่บนรถเข็นโดยใช้เทคนิคที่เรียกว่า “แสลม” (Simulatoneus locolization and mapping: SLAM) ที่จะบันทึกจุดหรือสถานที่ที่ผู้ใช้งานใช้เป็นประจำ เช่น ห้องน้ำ ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ซึ่งระบบแสลมดังกล่าวนักวิจัยเผยว่า ได้พัฒนาขึ้นมาจากระบบอาร์โอเอส (Robot Operating System: ROS) ที่ผู้ใช้งานเพียงเลือกสถุานีปลายทาง ระบบก็จะทำการประมวลผลเส้นทางที่เป็นไปได้ และเลือกเส้นทางที่เหมาะสมที่สุด ก่อนจะนำวีลแชร์อัจฉริยะ(Smart Wheelchair)ไปถึงจุดหมาย
     
       “ณ ตอนนี้เราถือว่าประสบความสำเร็จและพร้อมผลิตรถวีลแชร์อัจฉริยะ(Smart Wheelchair)หากมีผู้สนใจ แต่ปัญหาอีกสิ่งที่กังวลคือ เรื่องของราคาที่ค่อนข้างสูงอยู่ที่ประมาณ 2 แสนบาท เพราะระบบอัตโนมัติค่อนข้างซับซ้อนและต้องใช้อุปกรณ์ที่มีราคาแพง แต่ในอนาคตก็อาจจะถูกลงได้อีก และอยู่กับผู้ใช้ด้วยว่าต้องการระบบแบบไหนถ้าไม่ต้องการระบบอัตโนมัติก็จะลด ราคาลงมาได้อยู่ที่หลักหมื่นเลยทีเดียว” นักวิจัย กล่าวเพิ่มเติม
     
       นอกจากนี้นักวิจัยยังเผยด้วยว่า ผลงานวีลแชร์อัจฉริยะ(Smart Wheelchair)ยังเคยเข้าร่วมแข่งขันในเวที i-CREATe (international Convention on Rehabilitation Engineering and Assistive Technology) เวทีประกวดสิ่งประดิษฐ์คิดค้นระดับนานาชาติที่สิงคโปร์เมื่อช่วงปลายปี 2557 ที่ผ่านมา ซึ่งในการแข่งขันดังกล่าวได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ด้วย

Cr.ผู้จัดการ