วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2558

จิม แคร์รีย์ ช็อก! แฟนสาวฆ่าตัวตายที่บ้านพักในแอลเอหลังทวีตข้อความลาตาย

 จิม แคร์รีย์ ดาราตลกคนดังแห่งฮอลลีวู้ดเจอข่าวสุดช็อกเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจพบศพแฟนสาว ของเขา แคธริโอนา ไวท์ ชาวไอร์แลนด์ที่บ้านพักในนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา และเชื่อว่าเธอฆ่าตัวตายหลังโพสต์ข้อความทางทวิตเตอร์ พร้อมทิ้งโน้ตลาตายไว้



รายงานข่าวระบุว่า ตำรวจแอลเอพบศพของ แคธริโอนา ไวท์ ที่บ้านพักของเธอเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาในเวลา 20.40 น.ตามเวลาท้องถิ่น โดยสาววัย 28 ปีได้ทิ้งจดหมายลาตายเอาไว้ และเขียนด้วยว่าเธอและจิม แคร์รีย์ แฟนหนุ่มรุ่นใหญ่เพิ่งจะเลิกรากันไปเมื่อวันที่ 24 ก.ย. ที่ผ่านมา

 ขณะที่ช่วงเช้าวันที่ 25 ก.ย. เธอยังได้ทวีตข้อความทางทวิตเตอร์ว่า เธอขอยุติการเขียนทวิตเตอร์แต่เพียงเท่านี้ เธออยากเป็นแสงสว่างแก่ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดและเป็นที่รักที่สุดของเธอ


 โดยในจุดเกิดเหตุตำรวจยังพบยาเม็ดจำนวนหนึ่งตกอยู่ข้างศพ ทำให้เชื่อว่าเธอได้ตัดสินใจกินยาเกินขนาด เพื่อฆ่าตัวตาย ซึ่งเพื่อนของเธอสองคนเป็นผู้พบศพเป็นคนแรก

 ด้าน จิม แคร์รีย์ ล่าสุดได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยระบุว่า “รู้สึกช็อกและเสียใจอย่างที่สุดต่อการจากไปของแคธริโอนา เธอเป็นคนที่จิตใจดี เป็นเหมือนดอกไม้จากไอริชที่แสนบอบบาง จนอาจจะอ่อนไหวเกินไปสำหรับผืนดินแห่งนี้ ผมขอส่งกำลังใจไปให้ครอบครัวของเธอ และเพื่อนที่รัก และห่วงใยเธอด้วย เราทุกคนเหมือนโดนฟ้าผ่าไปพร้อมๆ กัน”

 สำหรับจิม แคร์รีย์ วัย 53 ปี เริ่มคบหากับสาวไอริช แคธริโอนา ไวท์ เมื่อปี 2012 แต่ออกเดตกันแค่ไม่กี่เดือนก็ตัดสินใจแยกทางกัน ก่อนกลับมาคบกันอีกรอบเมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมานี้เอง เมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน แคธริโอนา เพิ่งฉลองวันเกิดของเธอที่ร้านอาหารหรูในมาลิบู









ภาพประกอบจาก The Mirror
Cr  :  ข่่าวสด

ซุปเปอร์ฮีโร่ กล้องวงจรปิด

ซุปเปอร์ฮีโร่ กล้องวงจรปิด

ในยุคที่สังคมไทย โดยเฉพาะในเมืองหลวงหรือตัวเมืองของแต่ละจังหวัด ฝากแขวนชีวิตไว้กับความสุ่มเสี่ยง จากน้ำมือคนที่คิดไม่ดี  ขโมยขโจรต่าง ๆ นาๆ ที่ไม่คำนึงถึงชีวิตผู้บริสุทธิ์และทรัพย์สินผู้ที่ทำมาหากินโดยสุจริต ...ถ้าเป็นหนังแนวซุปเปอร์ฮีโร่ อยากได้ชีวิตที่อุ่นใจ คงต้องหันไปพึ่ง “แบทแมน” “ซุปเปอร์แมน” ไม่ก็ “สไปเดอร์แมน” แต่ในชีวิตจริง พระเอกตัวจริงของโลกยุคนี้ คงต้องหันไปพึ่ง กล้องวงจรปิด (CCTV Camera)!!!

เพราะ ด้วยมันเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยแจ้งเบาะแสให้ตำรวจ และฝ่ายความมั่นคง สามารถไขคดี ตามสะกดรอย และตามจับโจรหรือคนไม่ดีทั้งหลาย มาลงโทษตามกฎหมายมานักต่อนัก จึงไม่น่าแปลกใจที่ทุกวันนี้ทั่ว กทม. มีกล้องวงจรปิดติดตั้งอยู่ตามสถานที่ต่างๆรวมทั้งสิ้นมากกว่า 1 ล้านเครื่อง (ทั้งที่ใช้ได้ และใช้ไม่ได้) หรือแม้นแต่ตามต่่างจังหวัดที่เขาพอมีงบหน่อยก็จะลงทุนติดตั้งกล้องวงจรปิด กัน เป็นหูเป็นตาแทนเรา ๆ ที่นี้มาลองดูครับว่า กล้องที่ทำหน้าที่เป็นซุปเปอร์ฮีโรของเรา เป็นอย่างไรกันบ้างครับ

หลัก การทำงานของ กล้องวงจรปิด (CCTV Camera) อาศัยวิธีส่ง สัญญาณภาพ ไปยังอุปกรณ์ปลายทาง เช่น เครื่องบันทึกภาพ หรือจอภาพของคอมพิวเตอร์ โดยจะทำการ จับภาพไปยังพื้นที่เฉพาะจุด เท่านั้น ซึ่งต่างจากระบบการกระจายสัญญาณภาพของโทรทัศน์ ที่ใช้หลักการกระจายภาพทางอากาศผ่านไปยังพื้นที่ต่างๆ ซึ่งสัญญาณภาพสามารถกระจายไปถึงทุกวันนี้กล้องวงจรปิดจึงเปรียบเสมือน กล่องดวงใจ ของแหล่งธุรกิจและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ธนาคาร สถานที่ราชการ สนามบิน โรงงาน โรงแรม ที่พักอาศัย หรือที่ใดก็ตามที่คาดว่าจะมีโจร...

ก่อน หน้านี้แหล่งข่าวระดับสูงของบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายกล้องวงจรปิด (CCTV Camera)รายหนึ่งออกมาเปิดเผย โดยคาดว่า ในปี 2558 นี้ อัตราเติบโตหรือยอดขายกล้องวงจรปิดทั่วประเทศ จะเพิ่มขึ้นจากอัตราเติบโตปกติเฉลี่ยปีละ 10-15% เพิ่มขึ้นมาเป็น 20% หรือคิดเป็นมูลค่าทางการตลาด อยู่ที่ประมาณ 15,000 ล้านบาท

ปัจจัย หลักที่ทำให้กกล้องวงจรปิด (CCTV Camera)กลายเป็นสินค้าเนื้อหอม ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากกรณีเหตุลอบวางระเบิดที่ย่านราชประสงค์ กับกรณีปัญหาความไม่สงบที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ รวมทั้งการขยายตัวของบางธุรกิจ ที่ต้องพึ่งกล้องวงจรปิด

อย่างไรก็ ตาม ทุกวันนี้มีกล้องวงจรปิด (CCTV Camera)มากมายหลายประเภท หลายคนที่กำลังมองหาอุปกรณ์ชนิดนี้มาเพิ่มความอุ่นใจให้แก่ชีวิต อาจสับสน จนเลือกไม่ถูกว่าควรเลือกใช้แบบใด จึงจะเหมาะแก่ตัวเองที่สุด

เพื่อ เป็นประโยชน์แก่ผู้ที่กำลังศึกษาและหาอุปกรณ์ชนิดนี้ไปติดตั้ง ขออนุญาตนำข้อมูลจาก เชียงใหม่อินเตอร์เทค แอนด์ ซีเคียวริตี้ แหล่งจำหน่ายกล้องวงจรปิด (CCTV Camera)และระบบกันขโมยชั้นนำ และ Dahua Total Security จาก Dahua Solution Tecnology Product ซึ่งเผยแพร่ไว้ในอินเตอร์เน็ตมาให้ความรู้

สิ่งแรกที่ควรคำนึง ก็คือ กล้องวงจรปิด (CCTV Camera)ถือเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญของระบบ CCTV เพราะถ้าตัวกล้องไม่สามารถจับภาพได้หรือจับได้แต่ไม่ชัด...ก็แทบจะถือได้ว่า ระบบ CCTV ที่มีอยู่นั้น ไร้ประสิทธิภาพ เพราะต่อให้คุณมีระบบบันทึกภาพ (DVR) ดีเลิศแค่ไหน ก็ไม่ช่วยอะไร

โดยทั่วไปกล้องวงจรปิดที่ได้รับความนิยม แบ่งออกเป็น 4-5 ประเภทด้วยกัน

1.กล้อง มาตรฐาน (Standard Camera) ส่วนใหญ่มักเป็นรูปทรงกระบอกนิยมใช้ติดตั้งภายในอาคาร กล้องชนิดนี้เหมาะใช้กับในพื้นที่ซึ่งมีแสงสว่างตลอดเวลา จุดเด่นของกล้องชนิดนี้อยู่ที่ สามารถเปลี่ยนเลนส์ได้ (ราคากล้องจึงไม่ได้รวมราคาเลนส์เข้าไปด้วย) และบางรุ่นอาจมีไมโครโฟนสำหรับบันทึกเสียงในตัว

2. กล้องวงจรปิด (CCTV Camera) แบบอินฟราเรด (Infarred Camera) จุดเด่นอยู่ที่สามารถจับภาพในที่มืดสนิทได้ ตัวกล้องทำจากวัสดุทนทาน กันน้ำได้ จึงสามารถนำไปติดภายนอกอาคารได้ แต่การเลือกกล้องชนิดนี้ควรเลือกตามระยะของอินฟราเรด เช่น กล้องที่มีระยะอินฟราเรด 10 เมตร 20 เมตร หรือระยะอื่นๆตามความจำเป็นที่ต้องใช้

3.กล้องวงจรปิด (CCTV Camera) แบบโดม (Dome Camera) เป็นกล้องที่มีรูปลักษณ์ครึ่งวงกลมคล้ายโดม กล้องชนิดนี้เหมาะกับพื้นที่ซึ่งต้องการความสวยงาม เพราะติดตั้งแล้วดูเรียบร้อยไม่สะดุดตา จุดเด่นนอกจากอยู่ที่ตัวกล้องสามารถป้องกันการโยนผ้าปิดหน้ากล้องได้ ยังสามารถหมุนปรับมุมกล้องได้รอบตัว หรือ 360 องศา

กล้องโดมเหมาะใช้ ติดตั้งภายในห้องโถง หรือตามออฟฟิศต่างๆ แบ่งเป็นแบบกล้องโดมธรรมดาและกล้องโดมแบบอินฟราเรด โดยกล้องโดมธรรมดาจะมีโหมด D/N สำหรับสลับดูภาพในตอนกลางวัน เป็นภาพสี และตอนกลางคืนเป็นภาพขาวดำ ส่วนกล้องโดมแบบมีอินฟราเรดในตัว สามารถมองเห็นในที่มืดสนิทได้ โดยมีระยะการมองผ่านทั่วไป อยู่ที่ประมาณ 15-20 เมตร

4.กล้องวงจรปิด (CCTV Camera) แบบสปีดโดม (Speed Dome Camera) เป็นกล้องที่สามารถหมุนรอบตัวเองได้ ก้มเงยได้ ซูมขยายภาพได้ มีทั้งชนิดที่เป็นแบบติดภายนอกอาคาร และติดตั้งภายในอาคาร ควรติดตั้งกล้องวงจรปิดชนิดนี้เพื่อตรวจตราบริเวณโดยรอบของพื้นที่ การสั่งการหรือควบคุมกล้องวงจรปิดประเภทนี้ ต้องสั่งโดยเครื่องบันทึกหรือสั่งจากคีย์บอร์ดควบคุม

ในอนาคตกล้อง ระบบไอพี IP (กล้อง IP Camera) น่าจะเข้าแทนที่ระบบเดิมทั้ง 4 แบบ ซึ่งบางประเภทยังเป็นระบบอนาล็อกที่ใช้สายสัญญาณทั่วไป เพราะด้วย IP มีความสามารถสูงในการส่งสัญญาณภาพออกมาได้คมชัดมากกว่า

กล้องวงจร ปิด (CCTV Camera) แบบไอพี หรือ กล้อง IP Camera นั้นเอง กล้องชนิดนี้ได้รวมเอา Network Card ไว้ในตัวกล้องเป็น Web Server ในตัว มีทั้งแบบ ใช้สาย (wired) และไร้สาย (wireless) เป็นกล้องดิจิตอลที่สามารถควบคุมผ่านคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือหรือ สมาร์ทโฟนได้โดยตรง สามารถทำการบันทึกที่คอมพิวเตอร์เครื่องใดก็ได้ที่ต่ออยู่ในวง LAN หรือ WAN หรือบันทึกลงที่ Network Video Recorder (NVR) ได้เช่นเดียวกัน

อีกประเภทหนึ่งที่กำลังจะมาแรง คือ กล้องจิ๋ว หรือ กล้องซ่อนตัวได้ (Hidden Camera) จุดประสงค์หลักเพื่อใช้ซ่อน เพื่อไม่ให้มองเห็นว่ามีกล้องติดตั้งอยู่จุดใดบ้าง บางครั้งจึงเรียกว่า “กล้องรูเข็ม หรือ  กล้องจิ๋ว” ส่วนใหญ่ที่มีขายตามท้องตลาด ความละเอียดภาพไม่ค่อยสูงนัก รูปแบบโครงสร้างแตกต่างกันไป เช่น Minicam กล้องปากกา กล้องพวงกุญแจ กล้องนาฬิกาข้อมือ กล้องวีดีโอจิ๋ว ซ่อนอยู่ในกระเป๋าเสื้อ บนโต๊ะ ในรถยนต์ ในสำนักงาน หรือในอุปกรณ์ดับไฟไหม้ (Smoke Detector) เป็นต้น

จริงอยู่ในโลกนี้ไม่มีอะไรหวังผลได้เต็มร้อย แต่อย่างน้อยถ้าหลายพื้นที่พร้อมใจกันติดตั้งกล้องวงจรปิด ก็ไม่ต่างกับสังคมไทยมี “ตาวิเศษ” ไว้ช่วยเป็นหูเป็นตาสอดส่องทุกหย่อมหญ้ามากขึ้นไม่ว่าจะเป็น แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ธนาคาร สถานที่ราชการ สนามบิน โรงงาน โรงแรม ที่พักอาศัย.

Cr.ไทยรัฐ

5 ข้อคิด จากการที่ผมใกล้ชิดคนรวย


 5 ข้อคิด จากการที่ผมใกล้ชิดคนรวย
คนรวยเขามองเรื่องนี้ยังไงนะ?
คนรวยนี่ เขาขี้โกงแบบนี้กันทุกคนหรือเปล่า?
คนรวยเขามองเห็นหัวคนจนอย่างพวกเราบ้างไหมหนอ?

อาจเพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้มีโอกาสถามจากปากของเขาเหล่านั้นตรงๆ การได้เข้าใจความคิดของผู้มีฐานะทางสังคมเหล่านี้ เราจึงทำได้แค่อ่านตามหนังสือที่วางขายอยู่ ซึ่งครั้นจะไปไล่อ่านให้หมดทุกคน มันก็ดูจะเสียเวลาไปซักหน่อย วันนี้ผมเลยขออาสากลั่นความคิดของคนรวย จากที่ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนในฐานะของที่ปรึกษาการลงทุนกลุ่มลูกค้าธนบดี มาร่วมๆ 10 ปี แชร์ด้านดีๆที่เราน่าจะสามารถเอาไปปรับใช้ในชีวิตจริงได้นะครับ

1. เขารู้ว่าตัวเองถนัดอะไร
เพราะคนส่วนใหญ่ตามหาไปเท่าไหร่ ก็หาไม่เจอว่าชีวิตตัวเองต้องการอะไร ทำให้ไม่สามารถเลือกทางเดินชีวิตได้เอง ต่างจากนักลงทุนที่ผมดูแลเงินของเขา ซึ่งพบจุดร่วมที่สำคัญคือ เขาเอาเงินมาให้เราดูแล ก็เพราะเขารู้ว่าเขาถนัดอะไร และเราถนัดอะไร เขาจะใช้เวลาให้มากกับสิ่งที่เขารักและถนัด ในขณะที่สิ่งที่เขาไม่ถนัด แต่คิดว่าจำเป็น เขาก็ให้คนที่ไว้ใจ เชื่อในความสามารถเป็นคนดูให้แทน
ปัญหาคือ กระบวนการค้นหาสิ่งที่ตัวเองถนัดของคนรวยแต่ละคนนั้น ค่อนข้างแตกต่างกันครับ ไม่มีกฎตายตัว บางก็ก็จับพลัดจับพลูได้ทำธุรกิจที่ไม่เคยทำ แล้วกลับหลงรักมันขึ้นมา ในขณะที่บางคน รักที่จะค้นหาสิ่งใหม่ๆทำไปเรื่อยๆ ถึงผิดบ้าง ขาดทุนบ้าง ก็ไม่ท้อแท้อะไร โดยคิดว่าประสบการณ์ที่ได้ไป ยังไงก็ไม่สูญเปล่า ซึ่งมันก็จริง ย้อนกลับมาดูตัวเราครับ ถ้าวันนี้เรายังไม่เจอสิ่งที่ตัวเองถนัด เราทำให้ตัวเองเข้าใกล้คำๆนี้มากขึ้นด้วยวิธีไหน? น่าคิดนะ

2. เขาอ่านเยอะมากกกกก
มนุษย์เงินเดือน อาจจะวัดความสำเร็จของตัวเองด้วยขนาดของทีวีที่บ้าน แต่สำหรับคนรวย ผมเห็นบ้านเขามีห้องหนังสือใหญ่ๆหนึ่งห้องเลย บางคนอาจบอกว่า จะมีเวลาอ่านได้ยังไง เวลาส่วนใหญ่ก็น่าจะยุ่งมากอยู่แล้ว แต่จากที่ได้พูดคุยได้สนทนากันทั้งในเรื่องภาพรวมเศรษฐกิจ และการลงทุนต่างๆ รวมถึงความเป็นไปรอบตัว
ผมกลับพบว่า มันไม่ใช่การไปอัพเดทข่าวสาร แต่เป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างกันมากกว่า เลยทำให้ผมมั่นใจว่า เขาต้องอ่าน และหาทางเสพข่าว รวมถึงเติมความรู้ให้กับตัวเองอยู่ตลอดเวลาแน่นอน แล้วเราละ นอกจากเปิดอ่านชีวิตและความเป็นไปของเพื่อนๆใน Facebook ติดตามข่าวดราม่าดาราแบบวินาทีต่อวินาที เราเพิ่มเติมความรู้ยังไงครับ?

3. เขาฟังเยอะ พูดน้อย
นอกจากเรื่องอ่านเยอะแล้ว สิ่งที่ผมได้จากคนรวยอีกเรื่องก็คือ เกือบทุกคนเลือกที่จะฟังก่อนที่จะพูด สิ่งนี้เป็นเหตุเป็นผลนะครับ เมื่อฟังก่อน ก็จะได้ข้อมูลใหม่ๆ ได้ใช้ความคิดให้รอบคอบก่อนจะตัดสินใจอะไรไป มันอาจจะขัดกับสิ่งที่เด็กสมัยนี้คิด นั้นก็คือ ต้องกล้าแสดงออก ต้องกล้าแสดงความคิดเห็น
แต่กลายเป็นว่า คนรวยส่วนใหญ่กลับเลือกที่จะไม่แสดงความคิดเห็นบ่อยนัก จริงๆ มันไม่ขัดกันนะครับ เพราะเขาอยู่ในระดับที่ต้องเก็บข้อมูลและตัดสินใจในสิ่งสำคัญๆ แต่สำหรับเหล่าพนักงานนั้น การโยนความคิดเห็นเข้าไปกลางวงประชุม คือการแสดงความเห็นให้คนอื่นๆทราบ ทำให้เรามีตัวตนในองค์กร อย่าลืมนะครับ สมัยนี้ เก่งแล้วต้องให้คนอื่นรู้ เก่งเงียบๆ นายเค้าไม่เห็นหรอก

4. เขาลำบากมากกว่าที่เราเห็น และล้มเหลวมาเยอะกว่าที่เราคิด
ฉากหน้าของความสำเร็จมักจะดูดีเสมอ สิ่งที่ผมเห็นคือ บ้านหลังใหญ่ๆ รถสปอร์ต 5-6 คัน ไปเที่ยวต่างประเทศปีละ 3-4 ครั้ง สิ่งเหล่านั้นคือผลลัพธ์จากการทำงานอย่างหนัก ผมไม่เคยเจอคนรวยที่ไม่ลำบาก และทุกๆคนล้วนเคยประหยัด ขยันขันแข็ง เก็บหอมรอมริบมาเรื่อยจนมีวันนี้ บางคนอดทนเป็นลูกจ้างไม่ต่ำกว่า 20-30 ปี กว่าจะมีเงินเก็บออกมาตั้งกิจการของตัวเอง คนเหล่านี้ ถึงเริ่มช้า แต่ทว่า ก็ด้วยความมั่นคง เพราะรู้ลึกรู้จริงในธุรกิจซึ่งตัวเองเคยเจอมาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว
ในขณะที่บางคน ล้มเหลวมาแล้ว 3-4 ครั้ง ทั้งที่เพื่อนโกง โดนชักดาบ ขายของไม่ได้เพราะเศรษฐกิจพัง แต่เขาก็ยังลุกขึ้นมาหาอะไรทำ เพราะจำเป็นต้องเลี้ยงครอบครัว เรียกได้ว่า เพราะหลังชนฝานั้นเองและที่เขาใช้เงินได้เยอะในวันนี้ มันก็เป็นเหตุผลครับ สมมติว่า เขามีเงินในกองทุนรวมตราสารหนี้ซัก 200 ล้านบาท ผลตอบแทนปีละ 3% ก็เท่ากับได้มาใช้ 6 ล้านบาท หรือใช้ได้เดือนละ 5 แสน เงิน 5 แสนอาจจะดูมากสำหรับเรา แต่มันคือเงินน้อยสำหรับเขา เพราะใช้ไปยังไงเงินต้นเขาก็ยังไม่ได้ลดลง และยังคงทำงานอยู่ตลอดเวลา มีรายได้เข้ามาต่อเนื่อง (แต่กว่าจะได้ 200 ล้านเนี่ย ลากเลือดครับ)

5. เขามีวิธีคิดที่เหมือนกันในการต่อต้านความจน ก็คือ การสร้างสินทรัพย์
เราถูกสอนว่าควรประหยัด เพราะเงิน 1 บาที่เราไม่ใช่ มันเท่ากับรายได้ 1 บาท ที่เราหาได้ แต่การประหยัดนั้น มันไม่ทำให้เราใช้ประโยชน์จากอาวุธที่มีอนุภาพมากที่สุดในโลก นั้นก็คือ “ดอกเบี้ยทบต้น” เขาเหล่านี้รู้สูตรลับความสำเร็จจะด้วยความบังเอิญ หรือรุ้จริงๆตั้งแต่วันที่ตั้งใจก็ตาม แต่เขาจะพยายามอดออม และแบ่งเงินเหล่านั้นออกมาลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในกิจการที่ตนเชื่อว่าจะไปได้ดี หรือไปลงทุนในที่ๆคิดว่าให้ผลตอบแทนสูง (เลยเป็นที่มาที่เขาเดินเข้ามาหาที่ปรึกษาการลงทุน)
เหตุผลนี้ มันเลยชัดเจนครับว่า เศรษฐกิจไทยอาจจะชะลอตัวใน 1-2 ปีข้างหน้า เพราะเศรษฐีทั้งหลายมองไม่เห็นช่องทางการลงทุนในธุรกิจและหันเอาเงินมาให้ เหล่านักการเงินทั้งหลายบริหาร จัดพอร์ตไปลงทุนในที่ต่างๆในระยะหลัง
แต่ไม่ว่าเขาจะเลือกทางไหน หรือในอนาคตเขาจะเอาเงินกลับไปลงทุน วัตถุประสงค์ของเขาก็คือ การสร้างสินทรัพย์เพื่อต่อยอดเงินให้กับลูกหลานต่อไปในอนาคต
คนเรามีทั้งด้านดีและไม่ดี ด้านที่ดีของเขา เราก็ปรับเอามาใช้กับตัวเองนะครับ ความสำเร็จมันไม่มีรูปแบบตายตัว ลอกเลียนแบบกันไม่ได้ แต่อย่างน้อยมันก็พอมีลายแทงให้เดินตาม ผมเชื่อว่า เมื่อเราพยายามสู้กับทุกปัญหา มองโลกในแง่ดี และหาโอกาสในรอบๆตัวให้เจอ ไม่ต้องรวยมากหรอกครับ ความสุขมันก็โชยขึ้นมาเบาๆแล้ว

วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2558

สมเด็จพระบรมฯ จะทรงนำปั่นจักรยานเพื่อพ่อ “Bike For Dad” 11 ธ.ค.นี้

หลังจากประสบผลสำเร็จอย่างท่วมท้น สำหรับกิจกรรม “Bike for Mom ปั่นเพื่อแม่” เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ครบ 83 พรรษา จนสร้างความปลาบปลื้มปิติให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศแล้วนั้น

ปั่นเพื่อพ่อ, หมอหยอง, Bike For Dad

วันนี้ (27 ก.ย.2558) เฟคบุ๊คของนายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ หรือ “หมอหยอง” ซึ่งเคยรับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการจัดกิจกรรมพิเศษ Bike For Mom ปั่นเพื่อแม่ เปิดเผยกำหนดการอย่างเป็นทางการของกิจกรรม “ปั่นเพื่อพ่อ Bike For Dad” กิจกรรมปั่นจักรยานเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสคล้ายวันเฉลิมพระชนม์พรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ 88 พรรษา ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 11 ธันวาคม 2558 เวลา 15.00 น. ระบุว่า
“@หลอมใจให้เป็นหนึ่ง..บอกรักพ่อให้ก้องโลก 11 ธันวาคมนี้..กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติถวายพระราชสดุดีพ่อของแผ่นดิน…บนเส้นทาง สิริมงคลทั่วประเทศ….”
โดยกิจกรรมครั้งสำคัญนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ จะทรงนำคนไทยทั่วประเทศปั่นจักรยานอีกครั้งเพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งใช้เส้นทางเร่ิมที่ลานพระรูปทรงม้า ส่วนเส้นทาง เสด็จฯ อยู่ระหว่างการวางแผน แต่จะเป็นเส้นทางสิริมงคล คงยังใช้ถนนราชดำเนิน และจะข้ามสะพานปิ่นเกล้า โดยจะไปที่เยาวราชและผ่านแยกราชประสงค์ โดยประชาชนสามารถติดตามข่าวสาร ได้ที่ www.bikefordad2015.com หรือโทรสอบถามรายละเอียดได้ที่ 1122

Cr  : Mthai

แก้ปัญหาแบตสมาร์ทโฟนหมดเร็ว

แก้ปัญหาแบตสมาร์ทโฟนหมดเร็ว

เมื่อ ชีวิตประจำวันของเราผูกพันกับการใช้งานสมาร์ทโฟนอย่างแยกไม่ออก หนึ่งปัญหายอดฮิตที่พบเจอได้บ่อยคงหนีไม่พ้นปัญหาแบตเตอรี่ไม่พอใช้จนต้องพก Powerbank เอาไว้เป็น ที่ชาร์ตแบตสํารอง ระหว่างวันแต่ก็อาจจะไม่พอกับการใช้งานโซเชียวของเรา ซึ่งนอกจากจะก่อให้เกิดความหงุดหงิดใจ วันนี้หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนสกรุ๊ป (ประเทศไทย) มีเคล็ดไม่ลับแก้ปัญหาแบตหมดเร็วทั้งจากในสมาร์โฟนหรือแบตสำรองมือถือ (Power Bank) มาฝากกันโดยสามารถนำไปใช้ได้ทั้งแอนดรอยด์ iOS และ Windows Phone  มาดูเคล็ดไม่ลับ 5 ข้อกับการแก้ปัญหาแบตสมาร์ทโฟนหมดเร็ว

1. ลดความสว่างของหน้าจอลง
เชื่อ หรือไม่ว่าหน้าจอเป็นตัวดูดพลังงานมากที่สุดในสมาร์ทโฟน ซึ่งบางครั้งเราก็เปิดหน้าจอสว่าง เกินความจำเป็นโดยเฉพาะในเวลากลางวันซึ่งมีแสงสว่างมากเพียงพออยู่แล้ว ดังนั้นเราจึงควรลดความสว่างของหน้าจอให้อยู่ในระดับกลางที่สามารถอ่านข้อ ความได้อย่างสบายตาไม่มืดหรือสว่างจนเกินไป ซึ่งนอกจากจะช่วยประหยัดแบตเตอรี่สำรองแล้วยังช่วยถนอมสายตาของเราได้อีกด้วย

2. ปิดแอปพลิเคชั่นที่ไม่ได้ใช้งาน
การ เรียกใช้งานแอปพลิเคชั่นต่างๆในเวลาเดียวกันนอกจากจะเปลืองแบตสํารองมือถือ แล้ว ยังส่งผลกระทบให้การทำงานของสมาร์ทโฟนของเราช้าลงอีกด้วย ดังนั้นเราจึงควรเลือกปิดการใช้งานแอปพลิเคชั่นที่ไม่สำคัญทิ้งไปเพื่อยืด การใช้งานของสมาร์ทโฟนให้มากขึ้น อย่างไรก็ตามในปัจจุบันสมาร์ทโฟนบางยี่ห้อก็ได้มีการพัฒนาให้มีความฉลาดมาก ขึ้น เช่นสมาร์ทโฟนของหัวเว่ยที่มีการพัฒนามีชิปเซ็ตประมวลผลที่มีความสามารถใน การจัดการการใช้พลังงานได้อย่างชาญฉลาด ช่วยในการประหยัดแบตเตอรี่ทั้งในตัวและแบตเตอรี่สำรองมือถือโดยอัตโนมัติ ให้คุณมั่นใจได้ว่าแบตสํารองมือถือไม่หมดระหว่างวันแน่นอน

3. ปิดการทำงานของ GPS และ Location Service
การ เปิดใช้งานในแอปพลิเคชั่น GPS ตลอดเวลานั้นเป็นการนำพลังงานของเครื่องมาใช้โดยไม่จำเป็น ดังนั้นควรเลือกเปิดใช้งานเฉพาะเมื่อจำเป็นจะดีกว่า นอกจากนั้นการปิด Location Service จากแอปพลิเคชั่นต่างๆก็จะช่วยยืดอายุของแบตเตอรี่สำรองให้ยาวนานยิ่งขึ้น เพราะแอปพลิเคชั่นบางตัวจะมีการส่งข้อมูล Location ของเราผ่านอินเทอร์เน็ตอยู่เรื่อยๆโดยไม่จำเป็น

4. ปิดการทำงานของ 3G, 4G, Bluetooth หรือ WiFi เมื่อไม่ได้ใช้งาน
ปกติ ในการใช้งานสมาร์ทโฟน เราไม่สามารถเลือกเชื่อมต่อผ่านระบบช่องสัญญาณต่างๆพร้อมกัน ดังนั้นเมื่อเลือกเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนด้วยช่องทางใดช่องทางหนึ่งก็ควรปิด สัญญาณอื่นๆทิ้งไป เช่น เมื่ออยู่ในที่ๆมีสัญญาณ WiFi ก็ไม่จำเป็นที่จะเปิดการใช้งาน 3G, 4G หรือ Bluetooth ทิ้งไว้ เพราะจะเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานของเครื่องโดยไม่จำเป็นแถมยังประหยัด พลังงานในแบตเตอรี่สำรองอีกทางหนึ่งด้วย

5. เลือกสมาร์ทโฟนที่มีแบตเตอรี่สำรองความจุเยอะ ๆ
การ เลือกใช้สมาร์ทโฟนที่มีแบตเตอรี่สำรองความจุเยอะ ๆเหมาะสมกับการใช้งานก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ใช้งานสมาร์ทโฟนอ ย่างหนักหน่วง เพื่อตัดปัญหาที่จะสร้างความหงุดหงิดที่เกิดจากแบตเตอรี่หมดเร็วเกินพอ หัวเว่ย จึงออกแบบสมาร์ทโฟนหลากหลายรุ่นมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคใน ปัจจุบันได้อย่างแท้จริง เช่น พีแปดแม็กซ์ ที่นอกจากจะมีหน้าจอใหญ่สะใจขนาด 6.8 นิ้วแล้วยังมาพร้อมกับแบตเตอรี่สำรองขนาดใหญ่ถึง 4360 mAh ให้คุณมั่นใจได้ว่าจะสามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกด้วย

Cr.RYT9,กรุงเทพธุรกิจ

วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2558

รู้ไว้..ประเทศไหน...ห้ามใช้ “ไม้เซลฟี่“ (Selfie) เด็ดขาด!!!

ไหนๆ ช่วงนี้ก็กำลังจะย่างเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นแล้ว และก็กำลังตื่นตัวเรื่องของการใช้ไม้เซลฟี่กัน วันนี้ Sanook! Travel ก็เลยจะอัพเดทข้อมูลกันอีกสักครั้งค่ะ ว่ามีประเทศใดในโลกหรือสถานที่สำคัญของโลกแห่งใดบ้างที่ออกกฏ.. ห้ามใช้ "ไม้เซลฟี่" (Selfie)  ในการถ่ายภาพเด็ดขาด!


ด้วยเหตุผลที่ว่ากลัวจะเกิดอุบัติเหตุต่อตัวนักท่องเที่ยวเอง หรืออาจเป็นอันตรายต่องานศิลปะในพิพิธภัณฑ์ สิ่งของมีค่าที่ประเมินคุณค่าไม่ได้ วัตถุโบราณและโบราณสถานต่างๆ ค่ะ  ซึ่งในบางประเทศที่เป็นเมืองท่องเที่ยว ที่มีพิพิธภัณฑ์อันล้ำค่า.. ค่อนข้างจะ Sensative กับเรื่องนี้เป็นอย่างมากค่ะ..เพราะของเค้าบางอย่างถือว่าเป็นมรดกโลกเลยที เดียวถ้าไม้เซลฟี่เราไปฟาดโดนทีเดียว...ทุกอย่างคงไม่ดีอย่างแน่นอนค่ะ  และอีกหนึ่งเหตุผลที่สำคัญและเป็นมารยาทสากลก็คือ จะได้ไม่เป็นการรบกวนคนรอบข้างแถมยังทำให้ทัศนีย์ภาพโดยรอบของสถานที่ท่องเที่ยวเหล่านั้น ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงามเพิ่มขึ้นไปด้วยค่ะ

เกาหลีใต้ 
เกาหลีใต้เป็นประเทศหนึ่งที่ออกกฏค่อนข้างรุนแรง..สำหรับผู้ใช้ไม้เซลฟี่ ในประเทศเกาหลีค่ะ ด้วยเหตุผลที่ว่า..กลัวข้อมูลรั่วไหล เพราะในไม้เซลฟี่บางอัน ที่ใช้วิธีการทำงานร่วมด้วยกับรีโมท อาจจะมีคลื่นแม่เหล็กรบกวน ถ้าหากใครฝ่าฝืนจมีโทษปรับหนักถึง 30 ล้านวอน หรือประมาณ 8 ล้านบาทไทย หรือจำคุกถึง 3 ปีเลยทีเดียวค่ะ โหดมาก!

ญี่ปุ่น
ห้ามใช้ในดิสนีย์แลนด์ค่ะ...ซึ่งในดิสนีย์แลนด์ประเทศอื่นๆ ก็อาจจะใช้มาตรการณ์นี้ด้วยค่ะ..เพราะเกรงว่านักท่องเที่ยวอาจได้รับ อุบัติเหตุได้

บราซิล
สำหรับประเทศบราซิล เหตุผลใหญ่เลย คือ ป้องกันการตีกันของผู้คนค่ะ..อย่างเช่นแมทซ์การแข่งขันฟุตบอล เพราะไม้เซลฟี่อาจเปลี่ยนเป็นอาวุธได้ รวมถึงในขบวนคาร์นิวัลก็ห้ามใช้นะจ๊ะ อันตราย
หอศิลป์แห่งแห่งชาติ,สนามเวมบลีย์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
เหตุผลหลักคือเพื่อความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินค่ะ..

อเมริกา
ห้ามใช้ไม้เซลฟี่ ในเขตของพิพิธภัณฑ์ในเครือ  The Smithsonian museums  อย่างเด็ดขาด เหตุผลคือป้องกันการเกิดความเสียหายต่อวัตถุโบราณ และป้องกันอันตรายจากอุปกรณ์ค่ะ

ประเทศฝรั่งเศส
สำหรับประเทศฝรั่งเศสเหตุผลหลักๆเราได้พูดไปบ้างแล้วค่ะ..สำหรับประเทศ ที่มีพิพิธภัณฑ์ที่ล้ำค่า เช่น พระราชวังแวร์ซายส์,Centre Georges Pompidou art museums ,พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์  สถานที่เหล่านี้..ห้ามใช้ไม้เซลฟี่เลย เพราะเหตุผลว่าอาจเกิดความเสียหายต่องานศิลปะในพิพิธภัณฑ์

ประเทศอิตาลี
โคลอสเซียม ประเทศอิตาลี เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ดังนั้นเจ้าหน้าที่จึงออกมาตรการณ์ป้องกัน ก่อนจะเกิดความเสียหายต่อโบราณสถาน จึงได้ออกกฏ ห้ามใช้ไม้เซลฟี่ โดยเคร่งครัดและเด็ดขาดค่ะ ห้ามนะ..ห้าม

ประเทศออสเตรีย 
ในประเทศออสเตรีย ห้ามไใช้ไม้เซลฟี่ใน หอศิลป์อัลแบร์ตีนา (Albertina Museum) รวมถึงพิพิธภัณฑ์ศิลปะเวียนนา ก็ห้ามใช้ไม้เซลฟี่เหมือนกันค่ะ
ทั้งนี้ ในประเทศอื่นๆ ที่อาจจะตกหล่นไปบ้าง.. ทุกคนก็ควรจะเช็คข้อมูลกันอีกรอบนะคะ ว่าเค้าอนุญาตให้ใช้ไหม.. แต่ถ้าเป็นไปได้ ถ่ายรูปแบบธรรมดาเลยดีกว่า..ได้ปลอดภัยกันทั้งตัวบุคคลและทรัพย์สิน อีกทั้งไม่รบกวนเพื่อนรอบข้างอีกด้วยค่ะ..ใจเขาใจเราเนอะ

Cr  :  sanook.com

วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2558

หัวใจเต้นผิดปกติ

หัวใจเต้นผิดปกติ


หัวใจเต้นผิดปกติ
หัวใจเต้นผิดปกติ คือการรับรู้การเต้นของหัวใจเร็วหรือแรงขึ้น การรู้สึกอาจกินเวลาเป็นวินาที นาที ชั่วโมง หรือเป็นวัน ซึ่งอาจมีสาเหตุโดยการเต้นของหัวใจช้าเกินไป เร็วเกินไป  แรงเกินไป หรือเต้นผิดจังหวะมากกว่าปกติ ภาวะใจสั่นพบได้บ่อยและส่วนใหญ่มักไม่อันตราย การเต้นที่ผิดจังหวะมักสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงวงจรไฟฟ้าของหัวใจ โดยอาจเกิดจาก หลอดเลือดหัวใจตีบตัน กล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ การเสื่อมของลิ้นหัวใจ หรือสุดท้่ายอาจเกิดจากวงจรไฟฟ้าผิดปกติของตัวมันเอง
  
ในภาวะปกติของการเต้นหัวใจ อยู่ภายใต้จุดกำเนิดออโตเมติกหรือจุดกำเนิดไฟฟ้าอัตโนมัติ ที่เรียกว่า เอส เอ โหนด ซึ่งอยู่ที่หัวใจห้องขวาบน ถ้ามีจุดอื่นๆ ในหัวใจสามารถก่อกำเนิดจุดไฟฟ้าเองได้ก็เรียกว่า การกระตุกหรือกระตุ้นไฟฟ้า หรือวงจรไฟฟ้าผิดปกติ ซึ่งจะรู้ได้ง่ายช่วงออกกำลังกาย ขณะที่มีการหลั่งสารอะดรีนาลินออกมา หรือขณะอยู่เฉยๆ ช่วงที่หัวใจเต้นช้าหรือมีการเบี่ยงเบนจากการเต้นหัวใจช่วงที่ปกติ อาจจะเป็นช่วงของปกติก็ได้ที่จะมีหัวใจเต้นผิดปกติผิดจังหวะบ้างและบางคนก็ รับรู้ได้ว่ามีการกระตุกของหัวใจ สามารถรับรู้ได้จากการสังเกตหรือบันทึกการเต้นหัวใจจากเครืองวัดชีพจร
  
สาร คาเฟอีน เหล้า ภาวะเครียด อ่อนเพลีย ภาวะขาดสารน้ำ เจ็บป่วย ภาวะไทรอยด์เป็นพิษหรือทำงานมากเกินไป และยาบางชนิด อาจกระตุ้นภาวะใจสั่นมากขึ้น การเต้นหัวใจเร็วเกินไปหรือใจเต้นเร็วที่เกิดจากวงจรไฟฟ้าผิดปกติมักเกิด ขึ้นในทันทีทันใด และหยุดทันทีทันใด บางครั้งเป็นการยากที่จะชี้วัดว่าเกิดขึ้นเมื่อใดและหยุดเมื่อใด แต่ถ้ามีอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น เครื่องวัดความดัน เครื่องวัดชีพจร ที่บ้านคอยตรวจสอบไว้ก็สามารถหลีกเลี่ยงอันตรายจากหัวใจเต้นผิดปกติได้

ถ้า ภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ เต้นเร็วมากๆ อาจจะมีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก เหนื่อย หรือเวียนศีรษะ เนื่องจากออกซิเจนไปเลี้ยงสมองน้อยลง (ซึ่งสามารถวัดค่าออกซิเจนในกระแสเลือดได้จาก เครื่องวัดออกซิเจน) บางครั้งหัวใจเต้นเร็วมากจนไม่สามารถพยุงความดันโลหิต ก็อาจจะเกิดอาการหน้ามืด เวียนศีรษะได้ ควรมีเครื่องวัดความดันโลหิต หรือ เครื่องวัดชีพจร เพื่อช่วยชลอการเกิดโรคที่ไม่ใช้มาจากวงจรไฟฟ้าเต้นผิดปกติได้ แล้วควรหมั่นออกกำลังกายเพื่อให้หลอดเลือดขยายตัว หัวใจตีบน้อยลง กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงขึ้น แล้วหลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นภาวะหัวใจเต้นเร็ว ก็สามารถช่วยได้
 
ภาวะ หัวใจเต้นผิดปกติที่มาจากวงจรไฟฟ้าผิดปกตินั้นมีลักษณะ ถ้าอาการเกิดขึ้นขณะอยู่เฉยๆ เริ่มต้นและหยุดทันทีทันใด โดยไม่สามารถคาดการณ์ได้ หรือสัมพันธ์กับอาการเวียน วูบ หน้ามืด  มักเกิดจากวงจรไฟฟ้าเต้นผิดปกติ มากกว่าภาวะตื่นเต้น เครียด หรือการออกกำลังกาย ซึ่งมักมีการเต้นเร็ว ค่อยๆ เป็น และ ค่อยๆ เต้นช้าลง กรณีนี้จะลำบากในการดูแลรักษาด้วยการออกกำลังกายได้ แต่ควรปรึกษาหมอเพื่อการรักษาวงจรไฟฟ้าผิดปกติของหัวใจ
  
การ วินิจฉัยเพื่อค้นหาว่ามีการเต้นของหัวใจเต้นผิดปกติ บ้างไหมที่สัมพันธ์กับการเกิดอาการ บางครั้งเราอาจจะรู้สึกหัวใจเต้นแรงได้ช่วงที่ตะแคงซ้ายในช่วงกลางคืน หรือระหว่างช่วงตื่นเต้นตกใจ หรือช่วงเครียด วิธีดีที่สุดของการวินิจฉัยคือการทำกราฟหัวใจช่วงที่เกิดอาการ ถ้าอาการผิดปกตินานพอที่จะไปทำกราฟหัวใจที่โรงพยาบาลใกล้ที่สุด หรือถ้าเป็นไม่นานพอก็อาจจะต้องติดเครื่องบันทึกการเต้นไฟฟ้าหัวใจ 24 ชั่วโมงไปที่บ้าน นอกจากนี้การเดินหรือวิ่งสายพานอาจจะพบการเต้นผิดปกติขณะที่มีการบันทึกการ เต้นหัวใจ แต่ถ้าไม่สะดวกอาจวัดค่าได้จากการเต้นของหัวใจ (ชีพจร) จากเครื่องวัดชีพจรแล้วบันทึกประวัติผลการเต้นหัวใจแล้วส่งผลให้คุณหมอ วินิจฉัยอีกที

การรักษาหัวใจในภาวะใจสั่นขึ้นอยู่กับ การรบกวนการดำเนินชีวิตประจำวันขนาดไหน และความรุนแรง หรืออันตรายของการเต้นหัวใจผิดจังหวะ ในภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดไม่รุนแรง คงจะไม่ต้องใช้ยา แนะใช้วิธีการออกกำลังกายแบบเบา ๆ เพื่อขยายหลอดเลือด หรือในกรณีฉุดเฉินคงให้แค่คำแนะนำหรือการแก้ไขบางอย่างเช่น การเป่าลมลงไปที่ทวาร หรือใช้ใบหน้าจุ่มลงในน้ำเย็น 1-2 นาที ถ้าอาการเกิดจากวงจรไฟฟ้าผิดปกติ เป็นบ่อยหรือรุนแรงก็อาจจะต้องใช้ยา หรือการจี้ด้วยกระแสไฟฟ้าหรือสายเย็น เพื่อทำให้วงจรไฟฟ้านั้นหายไป

การ จี้ คือการใส่สายสวนขนาดเล็กๆ ขึ้นที่ขาหนีบไปที่ภายในห้องหัวใจ เพื่อค้นหาจุดกำเนิดที่ผิดปกติ แล้วทำการจี้ด้วยกระแสไฟฟ้า เพื่อให้จุดกำเนิดนั้นหายไป บางครั้งหัวใจที่เต้นผิดจังหวะอาจจะต้องใช้ยาอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ยาต้านเกร็ดเลือด หรือยาละลายลิ่มเลือด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญวงจรไฟฟ้าของหัวใจจะช่วยในการตัดสินการรักษาสำหรับปัญหา ของท่าน

Cr.ข่าวสด