วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2558

สันดานไม่เคยเปลี่ยน!? “บีเบอร์” ดื่มเหล้าสูบกัญชาบนเวทีคอนเสิร์ต

สันดานไม่เคยเปลี่ยน!? “บีเบอร์” ดื่มเหล้าสูบกัญชาบนเวทีคอนเสิร์ต
        ซูเปอร์สตาร์ชาวแคนาดาก่อเรื่องฉาวอีกแล้วคราวนี้ถึงขั้นสูบกัญชา และดื่มเหล้าบนเวทีคอนเสิร์ตกันเลยทีเดียว
      
       จัสติน บีเบอร์ เคยเอ่ยปากขอโทษสำหรับพฤติกรรม ห่ามๆ ในตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเขาอ้างว่าเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากความสับสนที่โตมาพร้อมการมีชื่อ เสียงตั้งแต่ยังอายุน้อยมากๆ และยืนยันว่าจะไม่ทำอะไรเสื่อมเสียแบบนั้นอีกแล้ว
      
       แต่ล่าสุดระหว่างเดินทางไปนิวซีแลนด์ที่เขาได้ขึ้นเวทีคอนเสิร์ตกับ เร สรีมมูร์ด ศิลปินหนุ่มคนดังกลับดื่มเหล้า และสูบกัญชาบนเวทีคอนเสิร์ต จนทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ตามมามากมาย ว่าสุดท้ายแล้ว จัสติน บีเบอร์ ก็ไม่ได้ปรับปรุงแก้ไขอะไรในตัวเลย
      
       โดย บีเบอร์ ได้ขึ้นเวทีกับ สรีมมูร์ด เจ้าของเพลงฮิต What Do You Mean? เมื่อ คืนวันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา ระหว่างการเดินทางมาโปรโมตทัวร์คอนเสิร์ต จนได้มีโอกาสขึ้นเวทีกับ สรีมมูร์ด ที่เดินทางมาเล่นคอนเสิร์ตที่นี่พอดี แต่ระหว่างแสดง บีเบอร์ กลับไม่ได้แค่ร่วมร้องเพลงกับ สรีมมูร์ด เพราะเขายังสูบกัญชา และดื่มเหล้าบนเวทีคอนเสิร์ตกับศิลปินผู้นี้ด้วย
      
       TMZ เปิดเผยว่าสุราไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับ บีเบอร์ เพราะเขาเองก็ยอมรับว่าดื่มมาตลอด และไม่เคยดื่มจนเกินเลย แต่สำหรับกัญชาเคยทำให้เขาเคยโดนจับในคดีเมาแล้วขับมาแล้ว โดย TMZ เผยว่าเขาตัดสินใจเล่นแผลงๆ ระหว่างการแสดงที่นิวซีแลนด์ครั้งนี้ เพราะมีคนท้า แต่ข่าวก็อ้างว่าสุดท้ายเจ้าตัวก็รู้สึกผิดอยู่เหมือนกัน
      
Cr : Manager

รถไฟอินเดียกับ Google

รถไฟอินเดียกับ Google

รถไฟอินเดียกับ Google
ก่อนหน้านี้ Google สร้างความฮือฮาในวงการไอทีไม่น้อย หลังจากที่บริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อเทคโนโลยีของโลกอย่าง "กูเกิล" เปิดตัว CEO คนใหม่ไฟเเรงที่เป็นชาวอินเดียเเท้ๆ วิศวกรหนุ่มผู้ทำงานกับกูเกิลมากว่า 12 ปี ผู้บุกเบิกเเละอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ "Chrome" หนึ่งในบราวเซอร์ที่มีผู้ใช้มากที่สุดในโลกจากฝีมือการนำทีมของเขา สร้างรายได้ปีที่เเล้วให้กับกูเกิลอย่างมหาศาลถึง 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯเลยทีเดียว

 "Sundar Pichai" (สุนทร พิชัย) วิศวกรอัจฉริยะจากดินเเดนชมพูทวีปวัย 43 ปีกับก้าวเเห่งชีวิตของเด็กน้อยที่เกิดในครอบครัวยากจนสู่ CEO ผู้เป็นที่รักในบริษัทที่มีการเติบโตสูงที่สุดในสหรัฐอเมริกา

ด้วย ความที่เป็นเด็กเรียนเก่งเเละมีความมุ่งมั่น Sundar เข้าเรียนต่อในสาขาวิศวกรรมวัสดุ ของ Indian Institute of Technology มหาวิทยาลัยชั้นนำของอินเดีย ด้วยความฉลาดเขากลายเป็นนักเรียนระดับหัวกะทิของมหาวิทยาลัยได้ไม่ยาก ผลของการเป็นเด็กขยันเเละสมองดี ซึ่งมีผลการเรียนอยู่ในระดับดีมากSundar จึงได้ทุนไปศึกษาต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยสเเตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา จนจบปริญญาโท

หลังจากที่เรียนจบด้านบริหารธุรกิจมาไม่นาน Sundar เข้ามาทำงานเป็น ที่ปรึกษาในบริษัท mzkinsay ก่อนจะเข้ามาร่วมงานกับกูเกิล เมื่อปี 2004  ช่วงเเรกที่เขาเริ่มทำงานกับกูเกิล เขาก็เหมือนพนักงานทั่วไปที่มีความเฉลียวฉลาดเเละมีความสามารถ ทำหน้าที่อยู่ในทีมเล็กๆ ในส่วนพัฒนา Google Toolbar จากนั้น Sundar ก็ได้สร้างผลงานเด็ด โดยเขาเสนอไอเดียให้บริษัทกูเกิลสร้างโปรเจ็กต์ทำ "บราวเซอร์" ของตัวเองขึ้นมา ซึ่งนั้นก็ถือเป็นจุดกำเนิดของ "Chrome"

นอก จากนี้ Sundar  ยังช่วยดูในเรื่องการพัฒนาระบบปฎิบัติการ Chrome สำหรับเเล็ปท็อปที่เก็บข้อมูลไว้ในคลาวด์ที่กำลังเป็นที่นิยมกันอย่างเเพร่ห ลายในปัจจุบัน อีกทั้งเขายังดูเเลโครงการใหญ่ๆที่กูเกิลกำลังผลักดัน เช่น G-mail , Google Drive Google Mapเเละการดูเเลระบบปฎิบัติการเเอนดรอยบนมือถือ โดยเขามุ่งหวังเพื่อขยายฐานตลาดล่างของสมาร์ทโฟนระบบเเอนดรอยในตลาดไอทีที่ กำลังเกิดใหม่ รวมไปถึงการผลักดันสร้างผู้ช่วยส่วนตัวของสมาร์ทโฟนที่มีความคล้ายกับ "Siri" อีกด้วย
Sundar Pichai  CEO of Google


และแล้วความความฮือฮาในวงการไอทีก็กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้งที่ ชาวอินเดียจะได้รับ ประเทศอินเดียจะได้ใช้รถไฟที่ทันสมัย พร้อมรองรับไวไฟบนรถไฟฟรีตลอดการเดินทางที่อันยาวนานของคนอินเดีย ที่เป็นความร่วมมือกับทาง “Google” ยักษ์ใหญ่ไอทีระดับโลก นั้นคือ โครงการ “Project Nilgiri”

“รถไฟอินเดีย” ดึง “Google” ติดตั้ง wifi กว่า 400 แห่ง ให้ผู้โดยสารใช้งานฟรีได้ตลอดเวลา และตลอดระยะการเดินทางเลย ถือเป็นการยกระดับปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการรถไฟของประเทศอิเดียครั้งใหญ่เลย ล่ะค่ะ เพียงแค่ผู้โดยสารมี ตัวรับสัญญาณ WiFi หรือถ้าไม่มีในเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นเก่าก็สามารถหา USB WiFi เสียบเข้าที่เครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านพอร์ต USB คอมพิวเตอร์ของคุณก็ใช้งานได้เลยค่ะ

สำนัก ข่าวABP News รายงานว่า การรถไฟอินเดีย ได้ตกลงร่วมมือกับทาง “Google” ยักษ์ใหญ่ไอทีระดับโลก ในการร่วมกันพัฒนาเพื่อยกระดับรถไฟในประเทศอินเดียครั้งยิ่งใหญ่เลย โดย Google ตั้งชื่อโครงการนี้ว่า “Project Nilgiri” ทั้งนี้ Google ตกลงที่จะติดตั้งอินเตอร์เน็ตไวไฟ ที่สถานีรถไฟทั่วอินเดียกว่า 400 แห่ง เพื่อให้ผู้โดยสารรถไฟสามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ตลอดเวลาและใช้ได้แบบ ฟรีๆเลยด้วยค่ะ

ส่วนการใช้งาน สามารถเปิดรับการเชื่อมต่อที่ทรงประสิทธิภาพ สำหรับเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ หรือโน๊ตบุ๊คใช้งานสะดวก หรือถ้าไม่มีอุปกรณ์ไวไฟในเครื่อง เพียงคุณเชื่อมต่อกับ ตัวรับสัญญาณ WiFi  เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านพอร์ต USB คอมพิวเตอร์ของคุณ ทำให้คุณสามารถค้นหาสัญญาณ WiFi เพื่อเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ทได้ทันทีเช่นกันค่ะ

ทางรัฐมนตรีว่าการ รถไฟอินเดีย ก็ยังได้เดินทางไปที่ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเริ่มความร่วมมือในการพัฒนารถไฟในอินเดีย โดยญี่ปุ่นตกลงร่วมลงทุนกับอินเดีย ในการพัฒนารถไฟ รวมกว่า 400 สถานีให้ทันสมัย ภายใต้แผนพัฒนาระยะ 5 ปี มูลค่า 140,000 ล้านเหรียญ หรือ (ประมาณ4.9 ล้านล้านบาท)

การพัฒนารถไฟในอินเดีย จะรวมถึงการพัฒนาตู้ขบวนรถให้สะอาดทันสมัย ห้องน้ำบนรถจะใช้ระบบเดียวกับเครื่องบิน รวมทั้งเพิ่มีะดับความหรูหรา สะดวกสบายบนตู้ขบวนทั้งหมดด้วย แค่นึกภาพตามก็รู้สึกว่าน่าขึ้น และรู้สึกปลอดภัยอีกด้วยนะค่ะ

ก็อยากให้ประเทศไทยได้ไอเดียดีๆแบบนี้ ไปใช้บ้างน้า รถไฟไทยจะได้น่าขึ้น และปลอดภัยมากกว่านี้ค่ะ เพราะไทยก็ไม่ใช่ย่อยเรื่องการทำรถไฟอยู่แล้่ว เอาใจช่วยนะค่ะ !!

Cr.แบไต๋,ประชาติธุรกิจ

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558

กล้อง Snap ถ่ายปุ๊ป ได้รูปปั๊บ

กล้อง Snap ถ่ายปุ๊ป ได้รูปปั๊บ
ดีไซน์เรียบง่ายสไตล์มินิมอลของกล้อง Polaroid Snap มีจุดเด่นอยู่ที่การนำองค์ประกอบการออกแบบของกล้องโพลารอยด์ในตำนาน อาทิ Polaroid Color Spectrum อันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์มารวมเข้าไว้ในการออกแบบกล้องรุ่นใหม่นี้ ซึ่งต้องยกให้กับความทุ่มเท ตลอดจนความรู้ลึกและความเข้าใจอย่างถ่องแท้ของบริษัทออกแบบชื่อดัง Ammunition ผู้อยู่เบื้องหลังเครื่องพิมพ์ภาพสำเร็จรูป Polaroid Zip และกล้องจิ๋ว แต่แจ๋วเหมาะกับไลฟ์สไตล์ไม่หยุดนิ่งอย่าง Polaroid Cube และ Polaroid Cube+

โดย ในการออกแบบ Polaroid Snap นั้น บริษัท Ammunition ได้สร้างความรู้สึกถึงความเชื่อมโยงระหว่างกล้องโพลารอยด์รุ่นคลาสสิกกับ ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ของโพลารอยด์ ทั้งนี้ Ammunition คือสตูดิโอผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบสินค้าอุปโภคบริโภคให้กับแบรนด์ต่างๆ อาทิ Adobe, Beats by Dre, Square, Lyft, Obi Worldphone และ Williams-Sonoma นำทีมโดยนักออกแบบ โรเบิร์ต บรุนเนอร์ ที่ตระเวนกวาดรางวัลจากเวทีต่างๆมาแล้วมากมาย

การแบ่งปัน การถ่ายภาพสำเร็จรูป และแนวคิดที่ว่า "ถ่ายปุ๊ป ได้รูปปั๊บ" (one snap, one print) เป็นกรอบความคิดรวบยอดที่โพลารอยด์ได้พัฒนาขึ้นเมื่อกว่า 75 ปีก่อน และได้กลายมาเป็นเอกลักษณ์ที่ผูกติดกับแบรนด์อย่างแยกไม่ออก Polaroid Snap ได้พลิกแพลงความทันสมัยลงไปในกล้องโพลารอยด์แบบคลาสสิก ด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีกล้องดิจิทัลเข้ากับดีไซน์ร่วมสมัยสไตล์มินิมอล ในราคาไม่ต่างจากกล้องถ่ายภาพสำเร็จรูปแบบแอนะล็อก

สกอตต์ ดับเบิลยู ฮาร์ดี ประธานและซีอีโอของโพลารอยด์ กล่าว "ความสัมพันธ์ของเรากับ Ammunition ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ได้นำไปสู่การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีรูปแบบเฉพาะตัวอย่างแท้จริง ด้วยการรวมเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับดีไซน์แปลกใหม่ แต่ยังคงดีเอ็นเอของแบรนด์โพลารอยด์ไว้ เรารอคอยที่จะได้ร่วมงานกับ Ammunition ต่อไป เพื่อเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานง่ายและเข้าถึงง่ายออกสู่ตลาด ซึ่งช่วยให้ผู้บริโภคสามารถแบ่งปันชีวิตของพวกเขาร่วมกับบุคคลอันเป็นที่ รัก"

Polaroid Snap เป็นกล้องถ่ายภาพดิจิทัลสำเร็จรูป ความละเอียดระดับ 10 ล้านพิกเซล ด้วยการผนวกรวมเครื่องพิมพ์ที่ใช้เทคโนโลยี ZINK(R) Zero Ink Printing ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถพิมพ์ภาพสีแบบฟูลคัลเลอร์ ขนาด 2x3 นิ้วได้โดยอัตโนมัติหลังจากที่กดชัตเตอร์ และด้วยความสามารถในการพิมพ์ภาพอย่างรวดเร็ว ผู้ใช้จึงถ่ายภาพใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในขณะที่ Polaroid Snap กำลังพิมพ์ภาพ

นอกจากนี้ กล้องยังมีช่องใส่การ์ดความจำ Micro SD ที่มีความจุถึง 32GB เพื่อเก็บบันทึก โอนย้าย หรืออัพโหลดภาพลงบนคอมพิวเตอร์ได้อีกด้วยแต่เสียด้ายที่ไม่มีเชื่อมต่อ อินเตอร์เน็ตโดยตรงเหมือน กล้อง IP Camera ทั่วๆ ไป  อย่างไรก็ตาม Polaroid Snap ก็มีดีไซน์สวยสะอาดตาในสไตล์มินิมอล พร้อมนำเสนอฟีเจอร์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์อย่างแท้จริง อาทิ โหมดการถ่ายรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพสี ขาวดำ และแนววินเทจที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพถ่ายโพลารอยด์

นอกจากนี้ยัง มีโหมดโฟโต้บูธ(photo booth) ที่สามารถถ่ายภาพด่วน 6 ช็อตภายใน 10 วินาที มีฟีเจอร์  (สามารถตั้งค่าให้รูปออกมามีกรอบหรือไม่มีกรอบแบบรูปโพลารอยด์คลาสสิคก็ได้) และตัวเลือกการพิมพ์ภาพซึ่งจะใส่ฟอร์แมต Polaroid Classic Border Logo ลงไปในภาพหรือไม่ก็ได้ ฟีเจอร์เหล่านี้เปิดทางให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งภาพเพื่อเตรียมพิมพ์ได้อย่าง ง่ายดาย แม้กระทั่งก่อนถ่าย ฟีเจอร์เด็ดๆยังไม่หมดเพียงเท่านี้ โดยผู้ใช้ยังสามารถหยิบกล้องมาถ่ายเซลฟีสวยๆได้ทันที ด้วยฟีเจอร์ตั้งเวลาถ่ายภาพ

กล้องดิจิทัลสำเร็จรูป Polaroid Snap ใช้เทคโนโลยี Zero Ink(R) Printing ที่ปฏิวัติวงการด้วยการพิมพ์โดยไม่ใช้หมึก ซึ่งคิดค้นขึ้นโดย ZINK ส่วนประกอบสำคัญของระบบไร้หมึกนี้คือ ZINK Paper(R) ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรแล้ว โดยกระดาษพิมพ์ดังกล่าวเป็นวัสดุเชิงประกอบขั้นสูง ฝังผลึกย้อมสีและเคลือบปกป้องผิวด้วยโพลิเมอร์ ซึ่งใช้ความร้อนในการกระตุ้นผลึกให้ออกสี ผลที่ได้คือภาพถ่ายที่มีสีสันครบถ้วน คุณภาพสูง คงอยู่ได้นาน และไม่เลอะเป็นรอย โดยไม่ต้องใช้ตลับหมึก ผ้าหมึก หรือโทนเนอร์

สำหรับ การพิมพ์ภาพนั้นใช้เวลาไม่เกิน 1 นาที ผู้ใช้กล้องจึงสามารถแบ่งปันรูปภาพได้ทันที กระดาษพิมพ์รูปที่มีสี crytal color ฝังอยู่ในนั้น ซึ่งมีสี cyan yellow และ  magenta  นอกจากนี้ ภาพที่ได้ยังสามารถใช้เป็นสติ๊กเกอร์ได้ด้วย เนื่องจากด้านหลังของ ZINK Paper(R) เป็นแถบกาว

Cr.RTY9

วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2558

จิม แคร์รีย์ ช็อก! แฟนสาวฆ่าตัวตายที่บ้านพักในแอลเอหลังทวีตข้อความลาตาย

 จิม แคร์รีย์ ดาราตลกคนดังแห่งฮอลลีวู้ดเจอข่าวสุดช็อกเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจพบศพแฟนสาว ของเขา แคธริโอนา ไวท์ ชาวไอร์แลนด์ที่บ้านพักในนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา และเชื่อว่าเธอฆ่าตัวตายหลังโพสต์ข้อความทางทวิตเตอร์ พร้อมทิ้งโน้ตลาตายไว้



รายงานข่าวระบุว่า ตำรวจแอลเอพบศพของ แคธริโอนา ไวท์ ที่บ้านพักของเธอเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาในเวลา 20.40 น.ตามเวลาท้องถิ่น โดยสาววัย 28 ปีได้ทิ้งจดหมายลาตายเอาไว้ และเขียนด้วยว่าเธอและจิม แคร์รีย์ แฟนหนุ่มรุ่นใหญ่เพิ่งจะเลิกรากันไปเมื่อวันที่ 24 ก.ย. ที่ผ่านมา

 ขณะที่ช่วงเช้าวันที่ 25 ก.ย. เธอยังได้ทวีตข้อความทางทวิตเตอร์ว่า เธอขอยุติการเขียนทวิตเตอร์แต่เพียงเท่านี้ เธออยากเป็นแสงสว่างแก่ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดและเป็นที่รักที่สุดของเธอ


 โดยในจุดเกิดเหตุตำรวจยังพบยาเม็ดจำนวนหนึ่งตกอยู่ข้างศพ ทำให้เชื่อว่าเธอได้ตัดสินใจกินยาเกินขนาด เพื่อฆ่าตัวตาย ซึ่งเพื่อนของเธอสองคนเป็นผู้พบศพเป็นคนแรก

 ด้าน จิม แคร์รีย์ ล่าสุดได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยระบุว่า “รู้สึกช็อกและเสียใจอย่างที่สุดต่อการจากไปของแคธริโอนา เธอเป็นคนที่จิตใจดี เป็นเหมือนดอกไม้จากไอริชที่แสนบอบบาง จนอาจจะอ่อนไหวเกินไปสำหรับผืนดินแห่งนี้ ผมขอส่งกำลังใจไปให้ครอบครัวของเธอ และเพื่อนที่รัก และห่วงใยเธอด้วย เราทุกคนเหมือนโดนฟ้าผ่าไปพร้อมๆ กัน”

 สำหรับจิม แคร์รีย์ วัย 53 ปี เริ่มคบหากับสาวไอริช แคธริโอนา ไวท์ เมื่อปี 2012 แต่ออกเดตกันแค่ไม่กี่เดือนก็ตัดสินใจแยกทางกัน ก่อนกลับมาคบกันอีกรอบเมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมานี้เอง เมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน แคธริโอนา เพิ่งฉลองวันเกิดของเธอที่ร้านอาหารหรูในมาลิบู









ภาพประกอบจาก The Mirror
Cr  :  ข่่าวสด

ซุปเปอร์ฮีโร่ กล้องวงจรปิด

ซุปเปอร์ฮีโร่ กล้องวงจรปิด

ในยุคที่สังคมไทย โดยเฉพาะในเมืองหลวงหรือตัวเมืองของแต่ละจังหวัด ฝากแขวนชีวิตไว้กับความสุ่มเสี่ยง จากน้ำมือคนที่คิดไม่ดี  ขโมยขโจรต่าง ๆ นาๆ ที่ไม่คำนึงถึงชีวิตผู้บริสุทธิ์และทรัพย์สินผู้ที่ทำมาหากินโดยสุจริต ...ถ้าเป็นหนังแนวซุปเปอร์ฮีโร่ อยากได้ชีวิตที่อุ่นใจ คงต้องหันไปพึ่ง “แบทแมน” “ซุปเปอร์แมน” ไม่ก็ “สไปเดอร์แมน” แต่ในชีวิตจริง พระเอกตัวจริงของโลกยุคนี้ คงต้องหันไปพึ่ง กล้องวงจรปิด (CCTV Camera)!!!

เพราะ ด้วยมันเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยแจ้งเบาะแสให้ตำรวจ และฝ่ายความมั่นคง สามารถไขคดี ตามสะกดรอย และตามจับโจรหรือคนไม่ดีทั้งหลาย มาลงโทษตามกฎหมายมานักต่อนัก จึงไม่น่าแปลกใจที่ทุกวันนี้ทั่ว กทม. มีกล้องวงจรปิดติดตั้งอยู่ตามสถานที่ต่างๆรวมทั้งสิ้นมากกว่า 1 ล้านเครื่อง (ทั้งที่ใช้ได้ และใช้ไม่ได้) หรือแม้นแต่ตามต่่างจังหวัดที่เขาพอมีงบหน่อยก็จะลงทุนติดตั้งกล้องวงจรปิด กัน เป็นหูเป็นตาแทนเรา ๆ ที่นี้มาลองดูครับว่า กล้องที่ทำหน้าที่เป็นซุปเปอร์ฮีโรของเรา เป็นอย่างไรกันบ้างครับ

หลัก การทำงานของ กล้องวงจรปิด (CCTV Camera) อาศัยวิธีส่ง สัญญาณภาพ ไปยังอุปกรณ์ปลายทาง เช่น เครื่องบันทึกภาพ หรือจอภาพของคอมพิวเตอร์ โดยจะทำการ จับภาพไปยังพื้นที่เฉพาะจุด เท่านั้น ซึ่งต่างจากระบบการกระจายสัญญาณภาพของโทรทัศน์ ที่ใช้หลักการกระจายภาพทางอากาศผ่านไปยังพื้นที่ต่างๆ ซึ่งสัญญาณภาพสามารถกระจายไปถึงทุกวันนี้กล้องวงจรปิดจึงเปรียบเสมือน กล่องดวงใจ ของแหล่งธุรกิจและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ธนาคาร สถานที่ราชการ สนามบิน โรงงาน โรงแรม ที่พักอาศัย หรือที่ใดก็ตามที่คาดว่าจะมีโจร...

ก่อน หน้านี้แหล่งข่าวระดับสูงของบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายกล้องวงจรปิด (CCTV Camera)รายหนึ่งออกมาเปิดเผย โดยคาดว่า ในปี 2558 นี้ อัตราเติบโตหรือยอดขายกล้องวงจรปิดทั่วประเทศ จะเพิ่มขึ้นจากอัตราเติบโตปกติเฉลี่ยปีละ 10-15% เพิ่มขึ้นมาเป็น 20% หรือคิดเป็นมูลค่าทางการตลาด อยู่ที่ประมาณ 15,000 ล้านบาท

ปัจจัย หลักที่ทำให้กกล้องวงจรปิด (CCTV Camera)กลายเป็นสินค้าเนื้อหอม ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากกรณีเหตุลอบวางระเบิดที่ย่านราชประสงค์ กับกรณีปัญหาความไม่สงบที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ รวมทั้งการขยายตัวของบางธุรกิจ ที่ต้องพึ่งกล้องวงจรปิด

อย่างไรก็ ตาม ทุกวันนี้มีกล้องวงจรปิด (CCTV Camera)มากมายหลายประเภท หลายคนที่กำลังมองหาอุปกรณ์ชนิดนี้มาเพิ่มความอุ่นใจให้แก่ชีวิต อาจสับสน จนเลือกไม่ถูกว่าควรเลือกใช้แบบใด จึงจะเหมาะแก่ตัวเองที่สุด

เพื่อ เป็นประโยชน์แก่ผู้ที่กำลังศึกษาและหาอุปกรณ์ชนิดนี้ไปติดตั้ง ขออนุญาตนำข้อมูลจาก เชียงใหม่อินเตอร์เทค แอนด์ ซีเคียวริตี้ แหล่งจำหน่ายกล้องวงจรปิด (CCTV Camera)และระบบกันขโมยชั้นนำ และ Dahua Total Security จาก Dahua Solution Tecnology Product ซึ่งเผยแพร่ไว้ในอินเตอร์เน็ตมาให้ความรู้

สิ่งแรกที่ควรคำนึง ก็คือ กล้องวงจรปิด (CCTV Camera)ถือเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญของระบบ CCTV เพราะถ้าตัวกล้องไม่สามารถจับภาพได้หรือจับได้แต่ไม่ชัด...ก็แทบจะถือได้ว่า ระบบ CCTV ที่มีอยู่นั้น ไร้ประสิทธิภาพ เพราะต่อให้คุณมีระบบบันทึกภาพ (DVR) ดีเลิศแค่ไหน ก็ไม่ช่วยอะไร

โดยทั่วไปกล้องวงจรปิดที่ได้รับความนิยม แบ่งออกเป็น 4-5 ประเภทด้วยกัน

1.กล้อง มาตรฐาน (Standard Camera) ส่วนใหญ่มักเป็นรูปทรงกระบอกนิยมใช้ติดตั้งภายในอาคาร กล้องชนิดนี้เหมาะใช้กับในพื้นที่ซึ่งมีแสงสว่างตลอดเวลา จุดเด่นของกล้องชนิดนี้อยู่ที่ สามารถเปลี่ยนเลนส์ได้ (ราคากล้องจึงไม่ได้รวมราคาเลนส์เข้าไปด้วย) และบางรุ่นอาจมีไมโครโฟนสำหรับบันทึกเสียงในตัว

2. กล้องวงจรปิด (CCTV Camera) แบบอินฟราเรด (Infarred Camera) จุดเด่นอยู่ที่สามารถจับภาพในที่มืดสนิทได้ ตัวกล้องทำจากวัสดุทนทาน กันน้ำได้ จึงสามารถนำไปติดภายนอกอาคารได้ แต่การเลือกกล้องชนิดนี้ควรเลือกตามระยะของอินฟราเรด เช่น กล้องที่มีระยะอินฟราเรด 10 เมตร 20 เมตร หรือระยะอื่นๆตามความจำเป็นที่ต้องใช้

3.กล้องวงจรปิด (CCTV Camera) แบบโดม (Dome Camera) เป็นกล้องที่มีรูปลักษณ์ครึ่งวงกลมคล้ายโดม กล้องชนิดนี้เหมาะกับพื้นที่ซึ่งต้องการความสวยงาม เพราะติดตั้งแล้วดูเรียบร้อยไม่สะดุดตา จุดเด่นนอกจากอยู่ที่ตัวกล้องสามารถป้องกันการโยนผ้าปิดหน้ากล้องได้ ยังสามารถหมุนปรับมุมกล้องได้รอบตัว หรือ 360 องศา

กล้องโดมเหมาะใช้ ติดตั้งภายในห้องโถง หรือตามออฟฟิศต่างๆ แบ่งเป็นแบบกล้องโดมธรรมดาและกล้องโดมแบบอินฟราเรด โดยกล้องโดมธรรมดาจะมีโหมด D/N สำหรับสลับดูภาพในตอนกลางวัน เป็นภาพสี และตอนกลางคืนเป็นภาพขาวดำ ส่วนกล้องโดมแบบมีอินฟราเรดในตัว สามารถมองเห็นในที่มืดสนิทได้ โดยมีระยะการมองผ่านทั่วไป อยู่ที่ประมาณ 15-20 เมตร

4.กล้องวงจรปิด (CCTV Camera) แบบสปีดโดม (Speed Dome Camera) เป็นกล้องที่สามารถหมุนรอบตัวเองได้ ก้มเงยได้ ซูมขยายภาพได้ มีทั้งชนิดที่เป็นแบบติดภายนอกอาคาร และติดตั้งภายในอาคาร ควรติดตั้งกล้องวงจรปิดชนิดนี้เพื่อตรวจตราบริเวณโดยรอบของพื้นที่ การสั่งการหรือควบคุมกล้องวงจรปิดประเภทนี้ ต้องสั่งโดยเครื่องบันทึกหรือสั่งจากคีย์บอร์ดควบคุม

ในอนาคตกล้อง ระบบไอพี IP (กล้อง IP Camera) น่าจะเข้าแทนที่ระบบเดิมทั้ง 4 แบบ ซึ่งบางประเภทยังเป็นระบบอนาล็อกที่ใช้สายสัญญาณทั่วไป เพราะด้วย IP มีความสามารถสูงในการส่งสัญญาณภาพออกมาได้คมชัดมากกว่า

กล้องวงจร ปิด (CCTV Camera) แบบไอพี หรือ กล้อง IP Camera นั้นเอง กล้องชนิดนี้ได้รวมเอา Network Card ไว้ในตัวกล้องเป็น Web Server ในตัว มีทั้งแบบ ใช้สาย (wired) และไร้สาย (wireless) เป็นกล้องดิจิตอลที่สามารถควบคุมผ่านคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือหรือ สมาร์ทโฟนได้โดยตรง สามารถทำการบันทึกที่คอมพิวเตอร์เครื่องใดก็ได้ที่ต่ออยู่ในวง LAN หรือ WAN หรือบันทึกลงที่ Network Video Recorder (NVR) ได้เช่นเดียวกัน

อีกประเภทหนึ่งที่กำลังจะมาแรง คือ กล้องจิ๋ว หรือ กล้องซ่อนตัวได้ (Hidden Camera) จุดประสงค์หลักเพื่อใช้ซ่อน เพื่อไม่ให้มองเห็นว่ามีกล้องติดตั้งอยู่จุดใดบ้าง บางครั้งจึงเรียกว่า “กล้องรูเข็ม หรือ  กล้องจิ๋ว” ส่วนใหญ่ที่มีขายตามท้องตลาด ความละเอียดภาพไม่ค่อยสูงนัก รูปแบบโครงสร้างแตกต่างกันไป เช่น Minicam กล้องปากกา กล้องพวงกุญแจ กล้องนาฬิกาข้อมือ กล้องวีดีโอจิ๋ว ซ่อนอยู่ในกระเป๋าเสื้อ บนโต๊ะ ในรถยนต์ ในสำนักงาน หรือในอุปกรณ์ดับไฟไหม้ (Smoke Detector) เป็นต้น

จริงอยู่ในโลกนี้ไม่มีอะไรหวังผลได้เต็มร้อย แต่อย่างน้อยถ้าหลายพื้นที่พร้อมใจกันติดตั้งกล้องวงจรปิด ก็ไม่ต่างกับสังคมไทยมี “ตาวิเศษ” ไว้ช่วยเป็นหูเป็นตาสอดส่องทุกหย่อมหญ้ามากขึ้นไม่ว่าจะเป็น แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ธนาคาร สถานที่ราชการ สนามบิน โรงงาน โรงแรม ที่พักอาศัย.

Cr.ไทยรัฐ

5 ข้อคิด จากการที่ผมใกล้ชิดคนรวย


 5 ข้อคิด จากการที่ผมใกล้ชิดคนรวย
คนรวยเขามองเรื่องนี้ยังไงนะ?
คนรวยนี่ เขาขี้โกงแบบนี้กันทุกคนหรือเปล่า?
คนรวยเขามองเห็นหัวคนจนอย่างพวกเราบ้างไหมหนอ?

อาจเพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้มีโอกาสถามจากปากของเขาเหล่านั้นตรงๆ การได้เข้าใจความคิดของผู้มีฐานะทางสังคมเหล่านี้ เราจึงทำได้แค่อ่านตามหนังสือที่วางขายอยู่ ซึ่งครั้นจะไปไล่อ่านให้หมดทุกคน มันก็ดูจะเสียเวลาไปซักหน่อย วันนี้ผมเลยขออาสากลั่นความคิดของคนรวย จากที่ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนในฐานะของที่ปรึกษาการลงทุนกลุ่มลูกค้าธนบดี มาร่วมๆ 10 ปี แชร์ด้านดีๆที่เราน่าจะสามารถเอาไปปรับใช้ในชีวิตจริงได้นะครับ

1. เขารู้ว่าตัวเองถนัดอะไร
เพราะคนส่วนใหญ่ตามหาไปเท่าไหร่ ก็หาไม่เจอว่าชีวิตตัวเองต้องการอะไร ทำให้ไม่สามารถเลือกทางเดินชีวิตได้เอง ต่างจากนักลงทุนที่ผมดูแลเงินของเขา ซึ่งพบจุดร่วมที่สำคัญคือ เขาเอาเงินมาให้เราดูแล ก็เพราะเขารู้ว่าเขาถนัดอะไร และเราถนัดอะไร เขาจะใช้เวลาให้มากกับสิ่งที่เขารักและถนัด ในขณะที่สิ่งที่เขาไม่ถนัด แต่คิดว่าจำเป็น เขาก็ให้คนที่ไว้ใจ เชื่อในความสามารถเป็นคนดูให้แทน
ปัญหาคือ กระบวนการค้นหาสิ่งที่ตัวเองถนัดของคนรวยแต่ละคนนั้น ค่อนข้างแตกต่างกันครับ ไม่มีกฎตายตัว บางก็ก็จับพลัดจับพลูได้ทำธุรกิจที่ไม่เคยทำ แล้วกลับหลงรักมันขึ้นมา ในขณะที่บางคน รักที่จะค้นหาสิ่งใหม่ๆทำไปเรื่อยๆ ถึงผิดบ้าง ขาดทุนบ้าง ก็ไม่ท้อแท้อะไร โดยคิดว่าประสบการณ์ที่ได้ไป ยังไงก็ไม่สูญเปล่า ซึ่งมันก็จริง ย้อนกลับมาดูตัวเราครับ ถ้าวันนี้เรายังไม่เจอสิ่งที่ตัวเองถนัด เราทำให้ตัวเองเข้าใกล้คำๆนี้มากขึ้นด้วยวิธีไหน? น่าคิดนะ

2. เขาอ่านเยอะมากกกกก
มนุษย์เงินเดือน อาจจะวัดความสำเร็จของตัวเองด้วยขนาดของทีวีที่บ้าน แต่สำหรับคนรวย ผมเห็นบ้านเขามีห้องหนังสือใหญ่ๆหนึ่งห้องเลย บางคนอาจบอกว่า จะมีเวลาอ่านได้ยังไง เวลาส่วนใหญ่ก็น่าจะยุ่งมากอยู่แล้ว แต่จากที่ได้พูดคุยได้สนทนากันทั้งในเรื่องภาพรวมเศรษฐกิจ และการลงทุนต่างๆ รวมถึงความเป็นไปรอบตัว
ผมกลับพบว่า มันไม่ใช่การไปอัพเดทข่าวสาร แต่เป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างกันมากกว่า เลยทำให้ผมมั่นใจว่า เขาต้องอ่าน และหาทางเสพข่าว รวมถึงเติมความรู้ให้กับตัวเองอยู่ตลอดเวลาแน่นอน แล้วเราละ นอกจากเปิดอ่านชีวิตและความเป็นไปของเพื่อนๆใน Facebook ติดตามข่าวดราม่าดาราแบบวินาทีต่อวินาที เราเพิ่มเติมความรู้ยังไงครับ?

3. เขาฟังเยอะ พูดน้อย
นอกจากเรื่องอ่านเยอะแล้ว สิ่งที่ผมได้จากคนรวยอีกเรื่องก็คือ เกือบทุกคนเลือกที่จะฟังก่อนที่จะพูด สิ่งนี้เป็นเหตุเป็นผลนะครับ เมื่อฟังก่อน ก็จะได้ข้อมูลใหม่ๆ ได้ใช้ความคิดให้รอบคอบก่อนจะตัดสินใจอะไรไป มันอาจจะขัดกับสิ่งที่เด็กสมัยนี้คิด นั้นก็คือ ต้องกล้าแสดงออก ต้องกล้าแสดงความคิดเห็น
แต่กลายเป็นว่า คนรวยส่วนใหญ่กลับเลือกที่จะไม่แสดงความคิดเห็นบ่อยนัก จริงๆ มันไม่ขัดกันนะครับ เพราะเขาอยู่ในระดับที่ต้องเก็บข้อมูลและตัดสินใจในสิ่งสำคัญๆ แต่สำหรับเหล่าพนักงานนั้น การโยนความคิดเห็นเข้าไปกลางวงประชุม คือการแสดงความเห็นให้คนอื่นๆทราบ ทำให้เรามีตัวตนในองค์กร อย่าลืมนะครับ สมัยนี้ เก่งแล้วต้องให้คนอื่นรู้ เก่งเงียบๆ นายเค้าไม่เห็นหรอก

4. เขาลำบากมากกว่าที่เราเห็น และล้มเหลวมาเยอะกว่าที่เราคิด
ฉากหน้าของความสำเร็จมักจะดูดีเสมอ สิ่งที่ผมเห็นคือ บ้านหลังใหญ่ๆ รถสปอร์ต 5-6 คัน ไปเที่ยวต่างประเทศปีละ 3-4 ครั้ง สิ่งเหล่านั้นคือผลลัพธ์จากการทำงานอย่างหนัก ผมไม่เคยเจอคนรวยที่ไม่ลำบาก และทุกๆคนล้วนเคยประหยัด ขยันขันแข็ง เก็บหอมรอมริบมาเรื่อยจนมีวันนี้ บางคนอดทนเป็นลูกจ้างไม่ต่ำกว่า 20-30 ปี กว่าจะมีเงินเก็บออกมาตั้งกิจการของตัวเอง คนเหล่านี้ ถึงเริ่มช้า แต่ทว่า ก็ด้วยความมั่นคง เพราะรู้ลึกรู้จริงในธุรกิจซึ่งตัวเองเคยเจอมาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว
ในขณะที่บางคน ล้มเหลวมาแล้ว 3-4 ครั้ง ทั้งที่เพื่อนโกง โดนชักดาบ ขายของไม่ได้เพราะเศรษฐกิจพัง แต่เขาก็ยังลุกขึ้นมาหาอะไรทำ เพราะจำเป็นต้องเลี้ยงครอบครัว เรียกได้ว่า เพราะหลังชนฝานั้นเองและที่เขาใช้เงินได้เยอะในวันนี้ มันก็เป็นเหตุผลครับ สมมติว่า เขามีเงินในกองทุนรวมตราสารหนี้ซัก 200 ล้านบาท ผลตอบแทนปีละ 3% ก็เท่ากับได้มาใช้ 6 ล้านบาท หรือใช้ได้เดือนละ 5 แสน เงิน 5 แสนอาจจะดูมากสำหรับเรา แต่มันคือเงินน้อยสำหรับเขา เพราะใช้ไปยังไงเงินต้นเขาก็ยังไม่ได้ลดลง และยังคงทำงานอยู่ตลอดเวลา มีรายได้เข้ามาต่อเนื่อง (แต่กว่าจะได้ 200 ล้านเนี่ย ลากเลือดครับ)

5. เขามีวิธีคิดที่เหมือนกันในการต่อต้านความจน ก็คือ การสร้างสินทรัพย์
เราถูกสอนว่าควรประหยัด เพราะเงิน 1 บาที่เราไม่ใช่ มันเท่ากับรายได้ 1 บาท ที่เราหาได้ แต่การประหยัดนั้น มันไม่ทำให้เราใช้ประโยชน์จากอาวุธที่มีอนุภาพมากที่สุดในโลก นั้นก็คือ “ดอกเบี้ยทบต้น” เขาเหล่านี้รู้สูตรลับความสำเร็จจะด้วยความบังเอิญ หรือรุ้จริงๆตั้งแต่วันที่ตั้งใจก็ตาม แต่เขาจะพยายามอดออม และแบ่งเงินเหล่านั้นออกมาลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในกิจการที่ตนเชื่อว่าจะไปได้ดี หรือไปลงทุนในที่ๆคิดว่าให้ผลตอบแทนสูง (เลยเป็นที่มาที่เขาเดินเข้ามาหาที่ปรึกษาการลงทุน)
เหตุผลนี้ มันเลยชัดเจนครับว่า เศรษฐกิจไทยอาจจะชะลอตัวใน 1-2 ปีข้างหน้า เพราะเศรษฐีทั้งหลายมองไม่เห็นช่องทางการลงทุนในธุรกิจและหันเอาเงินมาให้ เหล่านักการเงินทั้งหลายบริหาร จัดพอร์ตไปลงทุนในที่ต่างๆในระยะหลัง
แต่ไม่ว่าเขาจะเลือกทางไหน หรือในอนาคตเขาจะเอาเงินกลับไปลงทุน วัตถุประสงค์ของเขาก็คือ การสร้างสินทรัพย์เพื่อต่อยอดเงินให้กับลูกหลานต่อไปในอนาคต
คนเรามีทั้งด้านดีและไม่ดี ด้านที่ดีของเขา เราก็ปรับเอามาใช้กับตัวเองนะครับ ความสำเร็จมันไม่มีรูปแบบตายตัว ลอกเลียนแบบกันไม่ได้ แต่อย่างน้อยมันก็พอมีลายแทงให้เดินตาม ผมเชื่อว่า เมื่อเราพยายามสู้กับทุกปัญหา มองโลกในแง่ดี และหาโอกาสในรอบๆตัวให้เจอ ไม่ต้องรวยมากหรอกครับ ความสุขมันก็โชยขึ้นมาเบาๆแล้ว

วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2558

สมเด็จพระบรมฯ จะทรงนำปั่นจักรยานเพื่อพ่อ “Bike For Dad” 11 ธ.ค.นี้

หลังจากประสบผลสำเร็จอย่างท่วมท้น สำหรับกิจกรรม “Bike for Mom ปั่นเพื่อแม่” เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ครบ 83 พรรษา จนสร้างความปลาบปลื้มปิติให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศแล้วนั้น

ปั่นเพื่อพ่อ, หมอหยอง, Bike For Dad

วันนี้ (27 ก.ย.2558) เฟคบุ๊คของนายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ หรือ “หมอหยอง” ซึ่งเคยรับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการจัดกิจกรรมพิเศษ Bike For Mom ปั่นเพื่อแม่ เปิดเผยกำหนดการอย่างเป็นทางการของกิจกรรม “ปั่นเพื่อพ่อ Bike For Dad” กิจกรรมปั่นจักรยานเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสคล้ายวันเฉลิมพระชนม์พรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ 88 พรรษา ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 11 ธันวาคม 2558 เวลา 15.00 น. ระบุว่า
“@หลอมใจให้เป็นหนึ่ง..บอกรักพ่อให้ก้องโลก 11 ธันวาคมนี้..กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติถวายพระราชสดุดีพ่อของแผ่นดิน…บนเส้นทาง สิริมงคลทั่วประเทศ….”
โดยกิจกรรมครั้งสำคัญนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ จะทรงนำคนไทยทั่วประเทศปั่นจักรยานอีกครั้งเพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งใช้เส้นทางเร่ิมที่ลานพระรูปทรงม้า ส่วนเส้นทาง เสด็จฯ อยู่ระหว่างการวางแผน แต่จะเป็นเส้นทางสิริมงคล คงยังใช้ถนนราชดำเนิน และจะข้ามสะพานปิ่นเกล้า โดยจะไปที่เยาวราชและผ่านแยกราชประสงค์ โดยประชาชนสามารถติดตามข่าวสาร ได้ที่ www.bikefordad2015.com หรือโทรสอบถามรายละเอียดได้ที่ 1122

Cr  : Mthai