วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2558

นาฬิกาข้อมือแอนดรอยด์


นาฬิกาข้อมือแอนดรอยด์
Photo : Moto 360

ทาง Google ในสหรัฐฯได้พัฒนา Android Wear อุปกรณ์สวมใส่อย่างนาฬิกาข้อมือแอนดรอยด์ (Android Watch)  ทีทำงานด้วยระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ท่ามกลางการพัฒนาของ Apple Watch เป็นที่น่าจับตามองของเกมการแข่งขันนี้

ทาง Google ได้เริ่มผลิต Android Wear ร่วมกับพันธมิตรหลายรายแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Asus, HTC, LG, Motorola และ Samsung แล้ว การเปิดตัวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ Sundar Pichai หัวหน้าทีม Android ของ Google ได้เปรยออกมาแล้วว่า Google จะออกอุปกรณ์สวมใส่เวอร์ชันแอนดรอยด์ในเร็วๆ นี้ ทั้งนี้ไฮไลท์ของ "นาฬิกาข้อมือแอนดรอยด์ (Android Watch)" ที่มีการนำเสนออกมาจะเป็นความสามารถในการนำเสนอข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับตัวเรา ไม่ว่าจะเป็น (location) ที่เราอยู่ในขณะนั้น ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ (อัตราการเต้นของหัวใจ เครื่องวัดความดันโลหิต ฯลฯ) และการใช้ร่วมกับการออกกำลังกาย (fitness) ฯลฯ โดยส่วนติดต่อผู้ใช้จะทำงานด้วยงการสั่งการด้วยเสียง (voice-based interface) ในส่วนของรายละเอียดเกี่ยวกับ นาฬิกาข้อมือแอนดรอยด์ (Android Watch) ที่ทาง Google ได้โพสต์ข้อมูลเบื้องต้นไว้ในบล็อกของบริษัทมีดังนี้ค่ะ

-ผู้ใช้ นาฬิกาข้อมือแอนดรอยด์ (Android Watch) อัจฉริยะที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android สามารถดูภาพสดจากกล้องวงจรปิดหรือ กล้อง IP Camera ของตัวเอง โดยดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น “IP Camera Viewer” ซึ่งเป็นโปรแกรมเชื่อมต่อกับกล้องวงจรปิด หรือ กล้อง IP Camera สำหรับสอดส่องความปลอดภัยและเหตุการณ์ต่างๆ ในบ้าน ออฟฟิศ ที่จอดรถ และสถานที่อื่นๆ ได้ทุกที่ทุกเวลา   แอพพลิเคปพลิเคชันกล้อง IP Camera เป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจบางประเภทและเจ้าของบ้านบางราย และเพิ่มความสะดวกมากขึ้นเมื่อตรวจสอบได้จากนาฬิกาสวมใส่ ไม่ต้องรับชมจากจอทีวีขนาดใหญ่บนผนัง  นอกจากนี้ผู้ใช้สามารถทำการอัพเดทคุณสมบัติอื่นๆ เพิ่มเติมในกล้อง IP Cameraได้อีก ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งไดรเวอร์เพิ่ม การปรับปรุงแก้ไขไดรเวอร์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ตลอดจนการตั้งค่าให้บันทึกวิดีโอลงแหล่งเก็บข้อมูลออนไลน์ Dropbox มีทางลัดที่หน้าจอหลัก และรองรับการใช้งานกับ Chromecast ส่งหน้าจอขึ้นทีวีได้ทันที

-การให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ มากที่สุด นาฬิกาข้อมือแอนดรอยด์ (Android Watch) จะแสดงข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับตัวผู้ใช้ และสามารถแนะนำสิ่งที่จำเป็นให้ได้อีกด้วย โดยเฉพาะเมื่อเวลาที่คุณต้องการข้อมูลนั้น ด้วยแอพพลิเคชันชันต่างๆ บน Android ที่ทำงานร่วมกับอุปกรณ์สวมใส่ดังกล่าว จะทำให้ผู้ใช้ได้รับข้อมูลอย่างเช่น โพสต์ข้อความ และอัพเดทจากแอพโซเชียลเน็ตเวิร์ก แชตด้วยแอพเมสเสจจิ้ง แจ้งเตือนเกี่ยวกับข้อมูลสินค้าบริการที่คุณสนใจจากเว็บไซต์ชอปปิ้ง ข่าววสาร และภาพถ่าย จากแอพต่างๆ เป็นต้น

-เลขาส่วนตัวบนนาฬิกาข้อ มือแอนดรอยด์ (Android Watch)ที่สั่งด้วยเสียงได้เลย แค่ออกคำสั่งว่า “OK Google”  ผู้ใช้ก็จะสามารถมถามข้อมูลที่ต้องการทราบได้ทันที อย่างเช่น อะโวคาโดให้พลังงานกี่แคลอรี่ เที่ยวบินของคุณจะออกกี่โมง ผลฟุตบอล เป็นต้น นอกจากนี้ คุณยังสามารถบอกว่า “OK Google” เพื่อให้ Android Wear จัดการงานบางอย่างให้คุคณได้ เช่น เรียกแท็กซี่ ส่งข้อความ จองที่นั่งในภัตตาคาร หรือแม้แต่ตั้งนาฬิกาปลุก

-ติดตาม และดูแลสุขภาพให้คุณฟิตอยู่เสมอ ผู้ใช้สามารถตั้งเป้าการดูแลสุขภาพ ตลอดจนการออกกำลังกาย โดยมีผู้ช่วยอย่าง นาฬิกาข้อมือแอนดรอยด์ (Android Watch) คอยแจ้งเตือนให้คุณมีวินัยกับตัวเอง พร้อมทั้งสรุปความฟิตแอนด์เฟิร์มให้คุณทราบได้อีกด้วย แอพฟิตเนสที่คุณชื่นชอบจะสามารถแจ้่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ให้ทราบได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นความเร็วในการวิ่งของคุณ ระยะทาง ตลอดจนเวลาที่ใช้ในการวิ่ง จำนวนรอบ ไปจนถึงจำนวนก้าวได้ หรืออัตราการเต้นของหัวใจและวัดความดันโลหิตได้ด้วย สุขภาพมาพร้อมกับความสนุกค่ะ

-ประตูสู่โลกหลายจอ ผู้ใช้ นาฬิกาข้อมือแอนดรอยด์ (Android Watch) จะสามารถเข้าถึง และควบคุมอุปกรณ์อื่นๆ จากข้อมือได้ เพียงแค่ออกคำสั่งว่า “OK Google” เพื่อเปิดเพลงที่ชื่นชอบบนมือถือ หรือเลือกดูหนังที่ต้องการบนทีวี และอื่นๆ อีกมากมาย สรุป มันก็คือ รีโมทสั่งด้วยเสียงสำหรับอุปกรณ์ฉลาด smart devices นั่นเอง

แนวคิดที่อยู่เบื้องหลัง นาฬิกาข้อมือแอนดรอยด์ (Android Watch) ก็คือ การทำให้ผู้ใช้ได้ทราบข้อมูลที่จำเป็น และเกี่ยวข้องกับตัวเองตลอดเวลารวมทั้งสอดส่องความปลอดภัยและเหตุการณ์ต่างๆ ในบ้าน ออฟฟิศ โดยโต้ตอบด้วยกิจกรรมต่างๆ กับข้อมูลที่ต้องการด้วยการสั่งด้วยเสียงของผู้ใช้ เพื่อให้เข้าใจการทำงานของอุปกรณ์สวมใส่สายพันธุ์ Android มากขึ้น เชื่อว่า มันจำเป็นต่อชีวิตประจำวันของเราค่ะ

มาดูทางฝั่งของผู้ผลิตกันบ้าง นะคะ นอกจาก Google จะเริ่มผลิตอุปกรณ์ร่วมกับบริษัทไอทีชั้นนำแล้ว ทางบริษัทยังกำลังทำงานร่วมกับผู้ผลิตชิป และบริษัทแฟชั่น เพื่อทำสมาร์ทวอช หรือนาฬิกาข้อมือแอนดรอยด์ (Android Watch)อัจฉริยะ Android Wear ของ Google เองอีกด้วย ไม่ว่าจะเปิดตัวนาฬิกาข้อมือแอนดรอยด์ (Android Watch) รุ่น G Watch หรือ  Moto Moto 360 smartwatch

อุปกรณ์สวมใส่เป็น แนวโน้มที่ถือว่าเป็นการเปลี่ยนใหญ่ทางด้านเทคโนโลยีที่สำคัญ ทางด้าน Apple ก็มีข่าวว่า ซุ่มพัฒนาสมาร์ทวอชรุ่นใหม่ ๆเหมือนกัน แต่การมี นาฬิกาข้อมือแอนดรอยด์ (Android Watch) ของ Google น่าจะสร้างความสนใจให้กับผู้บริโภคทั่วโลกได้มากที่สุด เพราะเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่ไม่ได้มาเป็นแบรนด์เดียว แต่มีผู้สนับสนุนทางด้านฮาร์ดแวร์หลายเจ้าลงมาเล่นพร้อมๆ กัน  แรงกระเพื่อมครั้งนี้จะทำให้หมวดผลิตภัณฑ์สวมใส่ได้รับความนิยมมากขึ้นอย่าง แน่นอน

Cr.โลกวันนี้,ครอบครัวข่าว

วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2558

จักรยานควบคุมด้วยสมาร์ทโฟน


      จักรยานควบคุมด้วยสมาร์ทโฟน
 Photo : eurobike-show
      ใครว่าเทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับจะจำกัดอยู่เฉพาะในรถยนต์ รถบรรทุก หรือเครื่องบิน เพราะวันนี้ค่าย CoModule ได้โชว์ผลงานการพัฒนา “จักรยานควบคุมด้วยสมาร์ทโฟน” ที่สามารถควบคุมการทำงานได้ด้วยแอปในสมาร์ทโฟนกันแล้ว
     
       จักรยานควบคุมด้วยสมาร์ทโฟนคันดังกล่าวเป็นผลงานรุ่นโปรโตไทป์ของค่าย coMudule บริษัทสัญชาติเยอรมัน ซึ่งได้นำมาจัดแสดงในงานมหกรรมจักรยาน Eurobike 2015 ที่เมืองฟรีดริชฮาเฟน (Friedrichshafen) ประเทศเยอรมนี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
     
       ความสามารถดังกล่าวมาพร้อมกับการติดตั้งเทคโนโลยีต่างๆ เช่น บลูทูธ LE, GPS รองรับการเชื่อมต่อในระบบ GSM/GPRS และยังรองรับการทำงานร่วมกับ Wearable Device ลงไปในจักรยานควบคุมด้วยสมาร์ทโฟน โดยตัวถังเดิมนั้นเป็นจักรยานควบคุมด้วยสมาร์ทโฟนของ Veleon ที่มาพร้อมมอเตอร์ยี่ห้อ Heinzmann และแบตเตอรี่ 350 Wh
     
       อย่างไรก็ดี จะเห็นได้ว่าจักรยานควบคุมด้วยสมาร์ทโฟนไร้คนขับรุ่นโปรโตไทป์คันนี้มีสาม ล้อ เหตุผลหนึ่งคือ เพื่อความมั่นคง ไม่ล้มง่ายๆ แถมยังทำให้เวลาเร่งความเร็วสามารถทำได้ดีมากขึ้นด้วยเนื่องด้วยมีแบตเตอรี่สำรองในตัว
     
       การควบคุมตัวจักรยานควบคุมด้วยสมาร์ทโฟนสามารถกระทำผ่านแอปพลิเคชัน (แอนดรอยด์) โดยสามารถสั่งให้รถตรงไปข้างหน้าหรือหยุด และควบคุมการเลี้ยวซ้ายขวา ซึ่งทาง CoMudule ผู้พัฒนาระบุว่า หากอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบปิด รถจักรยานควบคุมด้วยสมาร์ทโฟนคันดังกล่าวจะสามารถเคลื่อนที่ได้เองโดย อัตโนมัติด้วยแบตเตอรี่สำรองภายใน
     
       แต่หากมองที่ความสามารถของแอปจะพบว่า มันสามารถเปลี่ยนสมาร์ทโฟนในมือผู้ใช้ให้กลายเป็นรีโมตคอนโทรลที่สามารถควบ คุมการเคลื่อนที่ของจักรยานควบคุมด้วยสมาร์ทโฟนได้ดังใจ ซึ่งนี่คือจุดขายหลักของระบบเลยทีเดียว
     
       นอกจากนั้น ผู้ใช้ยังสามารถสั่งเปิด-ปิดไฟหน้า เปิด-ปิดเครื่องยนต์ได้ผ่านแอปด้วยเช่นกันหรือสั่งให้ขับเคลื่อนไปได้ด้วย ระบบแอปบนสมาร์ทโฟนแบบอัตโนมัติ
     
       แนวทางการใช้งานจักรยานควบคุมด้วยสมาร์ทโฟนดังกล่าวในอนาคตจึงอาจเป็นการใช้ ฟังก์ชันขับเคลื่อนอัตโนมัติเพื่อส่งจดหมาย หรือช่วยเก็บขยะในสวนสาธารณะ หรืออาจทำได้กระทั่งการให้บริการส่งสินค้าอัตโนมัติในพื้นที่ชุมชน
     
       การออกมาโชว์ผลงานจักรยานควบคุมด้วยสมาร์ทโฟนที่ติดตั้งระบบอิเล็กทรอนิกส์ ลงไป และสามารถควบคุมได้ด้วยสมาร์ทโฟนนี้ ถือเป็นการจุดประกายบริการอีกหลายประเภทที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น ช่วยให้ผู้ผลิตจักรยานควบคุมด้วยสมาร์ทโฟนสานสัมพันธ์กับลูกค้าที่ซื้อ จักรยานควบคุมด้วยสมาร์ทโฟนไปได้ยาวนานมากขึ้น หรือใช้เก็บข้อมูลต่างๆ ของการใช้งานจักรยานควบคุมด้วยสมาร์ทโฟน ซึ่งอาจเพิ่มเป็นบริการพิเศษให้แก่ลูกค้าของบริษัทนั่นเอง

Cr.ผู้จัดการ

วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2558

กล้องจิ๋วเปลี่ยนเลนส์

เทคโนโลยีในยุคปัจจุบันพัฒนาไปอย่างรวด เร็ว ไม่ว่าจะเป็นมือถือรุ่นใหม่ๆ ที่ออกมาให้เลือกสรรมากมาย คอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่กล้องที่กลายเป็น แก็ดเจ็ต(Gadget) ชิ้นสำคัญของใครหลายๆ คน ฟังก์ชั่นที่หลากหลายที่แต่ละแบรนด์พยายามส่งออกมาแข่งขันกันอย่างคึกคักใน ตลาด เป็นเครื่องชี้วัดว่าเทคโนโลยีอยู่ใกล้ตัวเราอย่างแยกไม่ออก

รูป ภาพกลายเป็นสิ่งสำคัญในการบอกเล่าเรื่องราวในชีวิตของคนเรา เมื่อก่อนเราอาจจะถ่ายรูปเก็บไว้เพื่อดูเอง แต่ในปัจจุบัน กลายเป็นว่าเราถ่ายรูปกันเพื่อบอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเราให้ผู้อื่น ได้รู้ด้วย จากแค่กล้องธรรมดา ก็กลายเป็นว่าเราต้องจัดเต็มกันสุดๆ ไปโดยปริยายวันนี้เราจึงหยิบกล้องเจ๋งๆ มาแนะนำทุกคน ตัวนี้เป็นกล้องจิ๋วเปลี่ยนเลนส์คุณภาพแจ๋วชื่อว่า “Z E1″ ที่มาพร้อมหน้าจอ LCD 2.5 นิ้ว

กล้องที่ว่านี้เป็นกล้องจิ๋วเปลี่ยน เลนส์ เพราะมันมีขนาดเล็กจริงๆ ค่ะ ไม่ถึงคืบนึงด้วยซ้ำ กล้องจิ๋วเปลี่ยนเลนส์ E1 นั้นผลิตโดยบริษัทกล้องที่ชื่อว่า Z Camera ของ Jason Zhang ซึ่งเขาได้ระดมทุนเพื่อผลิตกล้องตัวนี้ออกมาวางขายในเว็บไซต์ kickstarter จนยอดระดมทุนทะลุเป้าหมายไปหลายเท่าตัวทีเดียว ทำไมคนถึงสนับสนุนเขามากขนาดนั้น เรามาดูความดีงามของกล้องตัวนี้กันดีกว่าค่ะ

กล้องจิ๋วเปลี่ยนเลนส์ E1 เป็นกล้องขนาดเล็กที่สามารถถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ กล้องจิ๋วเปลี่ยนเลนส์ยังสามารถใช้เลนส์ร่วมกับกล้อง Mirrorless จากกล้องแบรนด์อื่นๆ อย่าง Olympus, Panasonic Lumix, Leica และ Sigma สามารถปรับ ISO ให้สูงได้ถึง 102400 มีระบบเคลียร์นอยซ์ ซึ่งแน่นอนว่าจะถ่ายได้ดีในเวลากลางคืน 1/8000s shutter speed น้ำหนัก 209 กรัม กล้องจิ๋วเปลี่ยนเลนส์มีความละเอียดของภาพถ่าย 16 ล้านพิกเซล แต่ความคมชัดในการบันทึกวิดีโอนั้นสูงถึง 4K UHD แบตเตอร์รี่ 2,000 mAh

ความ สะดวกสบายสำหรับการใช้งานกล้องจิ๋วเปลี่ยนเลนส์ร่วมกับสมาร์โฟน(Smartphone) นั้นสามารถควบคุมตัวชัตเตอร์และจัดการภาพต่างๆ ได้จากบนสมาร์ทโฟนทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android ซึ่งสามารถใช้งานโดยเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi และ Bluetooth แถมมีแบตเตอรี่ในตัว 2,000 mAh รองรับ microSD ได้สูงสุด 128GB แถมยังสะดวกพกพาด้วยขนาด 50.25 x 75.2 x 56.1 มม. และน้ำหนักเพียง 168 กรัม

ส่วนชิปของแก็ด เจ็ต(Gadget) ตัวกล้องจิ๋วเปลี่ยนเลนส์ใช้ชิปประมวลผล Ambarella A9 รองรับการถ่ายวิดีโอนานสูงสุด 45 นาที และ 80 นาที หากไม่ได้เชื่อมต่อ Wi-Fi ด้วยความละเอียดแบบ 4K 4096×2160/24fps และแบบ UHD 3840×2160/30fps


ใคร ที่ชื่นชอบกล้องจิ๋วเปลี่ยนเลนส์ตัวนี้ สามารถเข้าไปดูได้ที่ kickstarter ราคาในช่วง Early Bird อยู่ที่ $599 (20,xxx บาท) ดูไปแล้วถือเป็นหนึ่งไอเท็มแก็ดเจ็ต(Gadget)ที่น่าสนใจไม่น้อยนะคะเนี่ย

Cr.Unlockmen

วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2558

รถสอดแนม IOIO


มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ จุดประกายนวัตกรรมที่ก่อให้เกิดสิ่งประดิษฐ์ไฮเทค 4 ชิ้น โดยนักศึกษาและอาจารย์พัฒนาต่อยอดจากเทคโนโลยีระดับสากลจากการเรียนการสอนใน ห้องเรียน ประกอบด้วย 1.รถสอดแนมกู้ภัย  2.ระบบผู้เชี่ยวชาญเสมือนจาก Facebook Oculus Rift  3.ระบบบริหารร่างกายฤาษีดัดตน และ 4.พริ้นเตอร์ 3 มิติ (3D Printer)

"อ.ณัฏฐ์ โอธนาทรัพย์" ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยเอเซียอาคเนย์ได้ร่วมกับคณาจารย์และนักศึกษาได้พัฒนางานเพื่อ ต่อยอดเทคโนโลยีเพื่อความทันสมัย โดยสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ได้นำอุปกรณ์เทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์สมาร์ทโฟน กล้อง Kinect ของ Microsoft หรือ Oculus Rift ของ Facebook และ Raspberry Pi มาประยุกต์ใช้งานร่วมกัน จนก่อให้เกิดผลงานที่น่าภาคภูมิใจ

สำหรับ สิ่งประดิษฐ์รถสอดแนม IOIO ที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในเหตุการณ์ตึกถล่มหรือสถานการณ์เหตุการณ์ความไม่สงบ ต่าง ๆ ซึ่งคนไม่สามารถเข้าไปได้เพราะอาจเกิดอันตราย เช่น การวางระเบิด และการจับคนเป็นตัวประกัน โดยสามารถใช้รถแนมเข้าไปสำรวจตามซอกเล็ก ๆ ที่สำคัญยังสามารถใส่อุปกรณ์อื่น ๆ เพิ่มเติมได้ เช่น กล้องปากกาสอดแนม  กล้องสอดแนม CCTV หรืออุปกรณ์ทำลายวัตถุระเบิด

วิธี ใช้งานคือ จะใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่องในการเชื่อมต่อและบังคับทิศทาง โทรศัพท์เครื่องที่ 1 จะคอยสั่งการผ่านบลูทูธ(Bluetooth) ส่งคำสั่งเข้าโทรศัพท์เครื่องที่ 2 ที่ติดตั้งอยู่กับรถ มีรัศมีทำการเท่ากับรัศมีของไวไฟ (Wifi) ตัวแอพพลิเคชั่นที่ใช้ โดยใช้ร่วมกับโทรศัพท์มือถือ พัฒนาต่อยอดมาจาก IOIO Board (อ่านว่า โยโย่ บอร์ด) ซึ่งถ้าเป็นรถบังคับทั่วไปคนที่คอนโทรลจะไม่เห็นอะไร แต่ตัวนี้จะเห็นมุมมองจากรถด้วยกล้องจิ๋ว ว่าวิ่งถึงไหน เข้าไปในไหนแล้ว อันนี้คือก้าวแรกของการพัฒนา

นอก จากนี้ยังมีสิ่งประดิษฐ์ระบบการบริหารร่างกายฤาษีดัดตน มีแนวคิดมาจากการที่เห็นประเทศอื่นทำท่าออกกำลังกายด้วยท่าบอดี้คอมแบต จี้กง โยคะ ทางมหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์จึงมีแนวคิดพัฒนาท่าบริหารร่างกายของไทยขึ้นมา บ้าง เพื่อส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทย จึงพัฒนาระบบการบริหารฤาษีดัดตนขึ้นมาเพื่อให้คนไทยได้บริหารร่างกายในท่า ฤาษีดัดตนอย่างถูกต้อง และไม่จำเป็นต้องไปที่วัดโพธิ์ เพราะระบบนี้จะทำให้เกิดความสนุกสนานกับการบริหารร่างกาย อุปกรณ์ที่ใช้จะเป็นกล้อง Kinect ของ Microsoft ที่จะคอยจับรายละเอียดร่างกาย เครื่องนี้สามารถเช็คท่าทางว่าทำถูกหรือไม่ มีการให้คะแนน เสมือนมีคนสอน มีทั้งหมด 18 ท่าหลัก

"อ.ณัฏฐ์" อธิบายต่อถึงสิ่งประดิษฐ์อีกชิ้นที่เป็นผลงานของนักศึกษาคือ ระบบผู้เชี่ยวชาญเสมือน Oculus เพื่อให้นักศึกษาได้เห็นมุมมองของอาจารย์ผู้สอนเป็นภาพ 3 มิติ โดยสมมุติอาจารย์เป็นวิศวกรสำรวจตึกใส่หมวกที่มีกล้องติดอยู่ นักศึกษาจะได้เห็นมุมมอง 3 มิติของกิจกรรมดังกล่าว ประโยชน์คือจะได้ความเชี่ยวชาญ และได้ประสบการณ์

สิ่งประดิษฐ์ตัวนี้ ใช้อุปกรณ์ Oculus Rift ของ Facebook เชื่อมต่อกับ Raspberry Pi ซึ่งทำหน้าที่เก็บบันทึกข้อมูล และเอากล้องเว็บแคมใส่กับหมวกเฮดการ์ด ซึ่งกล้องตัวนี้เหมือนกับลูกตา 2 ข้าง แล้วมีการบันทึกภาพเป็นสามมิติพร้อมเสียงของอาจารย์ผู้สอน

นอกจากนี้ ที่มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ยังมีการนำพริ้นเตอร์ 3มิติ (3D Printer)มาใช้สำหรับนักศึกษาวิชาออกแบบ เพื่อจะได้เห็นรูปร่างของชิ้นงานอย่างเป็นรูปธรรมในทุก ๆ ด้าน ไม่ใช่แค่ด้านเดียวเหมือนในกระดาษหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยการทำงานใช้ร่วมกับกล้อง Kinect ที่สามารถถ่ายภาพตื้นลึกเป็นภาพสามมิติได้ นำมาสแกน object หรือวัตถุรอบด้านก็จะได้ออกมาเป็น 3D โมเดล ได้ทันที

"ผศ.ดร.วีร พันธ์ ม่วงทองสุข" ผู้อำนวยการสำนักวิจัย มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ กล่าวเสริมว่า วัสดุที่ใช้ในการสร้างชิ้นงานสำหรับพรินเตอร์ 3 มิติ(3D Printer)คือ PLA เป็นไฟเบอร์จากอ้อยซึ่งจะไม่เป็นอันตราย มันจะละลายแล้วหลอมออกมาเป็นชิ้นงานโดยใช้ความร้อน ซึ่งตัวนี้เป็นโครงการที่ต้องการให้นักศึกษานำรายวิชาที่เรียนมาปรับและ พัฒนาให้เกิดประโยชน์

"ยกตัวอย่างนักศึกษาวิศวกรรมเครื่องกลจะมีวิชา ออกแบบหรือว่าเขียนแบบวิศวกรรม ปกติเขียนแบบจะแค่ดราฟอยู่ในคอมพิวเตอร์ แต่หากออกแบบก็จะคำนวณรูปร่างของวัสดุต่าง ๆ แต่ก็จะไม่เห็นของจริง เครื่องมือนี้สามารถช่วยสร้างความเข้าใจให้กับนักศึกษามากขึ้น เราเรียกว่า Rapid Modeling คือการทำการออกแบบแล้วพริ้นโมเดลออกมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีในโลกปัจจุบันนี้มีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก มนุษย์เราใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น"

"ฉัททวุฒิ พีชผล" อธิการบดี มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางมหาวิทยาลัยมุ่งเน้นให้นักศึกษาได้มีโอกาสลงมือปฎิบัติจริง เพื่อพัฒนาเยาวชนรุ่นใหม่มีความคิดสร้างสรรค์และมีความสามารถในการเรียนรู้ สูง โดยการให้โอกาสนักศึกษาได้คิด ฝึกฝน พัฒนากับของจริง เพื่อพัฒนาต่อยอดด้วยเครื่องมือการเรียนรู้ที่ทันสมัยตามมาตรฐานสากล มีส่วนช่วยส่งเสริมการเรียนรู้และช่วยเตรียมพร้อมพัฒนาให้นักศึกษา ของมหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ มีทักษะด้านเทคโนโลยีที่ต้องใช้ในการทำงานจริงในศตวรรษที่ 21 ได้เป็นอย่างดี เพิ่มประสบการณ์และทักษะของผู้เรียน และเป็นการสะท้อนถึงการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยไทยว่าไม่แพ้ชาติใดในโลก

Cr.ประชาชาติธุรกิจ

วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2558

รถวีลแชร์อัจฉริยะ


  รถวีลแชร์อัจฉริยะ

  เมื่อประเทศกำลังเดินหน้าเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและผู้พิการ อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องถูกพัฒนาขึ้นมาควบคู่กันจึงเป็นเรื่องของเครื่องมือ เครื่องไม้อัจฉริยะสำหรับตอบสนองการเคลื่อนไหว ในยามที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายทำงานได้ไม่สะดวกเหมือนเคย และจะดีแค่ไหนหากผู้พิการและผู้สูงอายุบนวีลแชร์สามารถไปไหนมาไหนเองได้ อย่างปลอดภัย และจะดีแค่ไหนหากพวกเขาสามารถสั่งงานอุปกรณ์เหล่านั้นได้แบบไม่ยากเย็น ตามไปดูวีลแชร์อัจฉริยะ(Smart Wheelchair)จากนักวิจัยมหิดล ที่จะทำให้ชีวิตของผู้พิการไม่ยุ่งยากอีกต่อไป
     
       นายดิลก ปืนฮวน นักศึกษาปริญญาเอกและนักวิจัยห้องปฏิบัติการเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ ภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้พัฒนารถวีลแชร์อัจฉริยะ(Smart Wheelchair) กล่าวว่า สิ่งประดิษฐ์ที่เขาทำขึ้นมีจุดประสงค์เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้สูงอายุ และผู้พิการที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ตั้งแต่ระดับที่มีอาการน้อยไป จนถึงระดับที่ไม่สามารถขยับร่างกายได้แต่สมองยังสั่งการได้อยู่ เพราะมีระบบนำทางอัตโนมัติที่ถูกโปรแกรมให้รับคำสั่งจากผู้ใช้งานได้โดยตรง

        รถวีลแชร์อัจฉริยะ(Smart Wheelchair)มีระบบนำทางอัตโนมัติที่พัฒนาขึ้นจะสามารถพาผู้ป่วยไปในสถานที่ ที่ต้องการได้ในปลายทางที่บันทึกไว้แล้วตั้งแต่แรก โดยใช้มือ ใช้คาง ในกรณีที่กล้ามเนื้อคอสามารถทำงานได้ปกติและระบบใช้การกลอกลูกตาหรือสัญญาณ จากสมอง ไปยังเคอเซอร์ที่จะกดคำสั่งบนจอคอมพิวเตอร์คล้ายกับการคลิกเมาส์ เพื่อควบคุมทิศทางของวีลแชร์ได้อย่างอิสระ
     
       นักวิจัย อธิบายว่า ระบบการทำงานของวีลแชร์มี 2 ระบบคือ ระบบอัตโนมัติและระบบธรรมดา โดยระบบนำทางอัตโนมัติที่พัฒนาขึ้นจะสามารถพาผู้ป่วยไปในสถานที่ที่ต้องการ ได้อัตโนมัติโดยการเลือกตำแหน่งปลายทางที่บันทึกไว้แล้วตั้งแต่แรก โดยใช้มือ ในกรณีที่ผู้ป่วยที่ยังใช้มือได้, ใช้คาง ในกรณีที่กล้ามเนื้อคอสามารถทำงานได้ปกติ, ใช้การกลอกลูกตาหรือสัญญาณจากสมอง ในกรณีที่ผู้ป่วยพิการทั้งร่างกายไปยังเคอเซอร์ที่จะกดคำสั่งบนจอ คอมพิวเตอร์คล้ายกับการคลิกเมาส์ ที่ในระหว่างการนำทางระบบยังสามารถตรวจจับ และหลบหลีกสิ่งกีดขวางอัตโนมัติเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ได้อีกด้วย
     
       “ความโดดเด่นอีกประการ คือ ผู้ใช้รถวีลแชร์อัจฉริยะ(Smart Wheelchair)สามารถเปลี่ยนโหมด การทำงานเป็นโหมดการทำงานแบบธรรมดาได้ด้วย ซึ่งในการควบคุมโหมดธรรมดานี้ผู้ใช้จะสั่งงานได้จากหลายๆ อวัยวะตามถนัดทั้งมือ, คาง, ตา หรือสัญญาณสมอง เพื่อควบคุมทิศทางของวีลแชร์ได้อย่างอิสระ และยังสามารถบันทึกตำแหน่งที่ต้องการเพิ่มเติมได้อีก ” นายดิลก เผยแก่ทีมข่าวผู้จัดการวิทยาศาสตร์

       ในส่วนขององค์ประกอบ นายดิลก ระบุว่าจะแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ 1.ส่วนของคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก (Mini PC) สำหรับเก็บข้อมูลจากอุปกรณ์ต่างๆ บนวีลแชร์เพื่อส่งไปยังเซิฟเวอร์ผ่านระบบไวไฟ, 2.จอแอลอีดีเล็กขนาด 7 นิ้ว สำหรับติดต่อกับผู้ใช้งาน,3.เครื่องสแกนเลเซอร์(Laser Scanner)เป็นเสมือนเครื่องสแกนแบบพกพา สำหรับระบุตำแหน่งของวีลแชร์ เพื่อใช้ในการนำทางและตรวจจับสิ่งกีดขวาง และส่วนสุดท้ายคือ 4.สแกนเนอร์เลเซอร์แบบหมุนได้ ที่ใช้สำหรับตรวจสอบจับสิ่งกีดขวางที่อยู่บนพื้น
     
       ก่อนที่จะใช้ระบบนำทางอัตโนมัตินั้นระบบจำเป็นจะต้องมีแผนที่ของห้องที่ผู้ ใช้จะไปก่อน โดยระบบจะทำการสร้างแผนที่จากโอโดมิเตอร์ (Odometer) และเครื่องสแกนเลเซอร์ (Laser Scanner) ที่ทำหน้าที่เหมือนเครื่องสแกนแบบพกพาติด ตั้งอยู่บนรถเข็นโดยใช้เทคนิคที่เรียกว่า “แสลม” (Simulatoneus locolization and mapping: SLAM) ที่จะบันทึกจุดหรือสถานที่ที่ผู้ใช้งานใช้เป็นประจำ เช่น ห้องน้ำ ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ซึ่งระบบแสลมดังกล่าวนักวิจัยเผยว่า ได้พัฒนาขึ้นมาจากระบบอาร์โอเอส (Robot Operating System: ROS) ที่ผู้ใช้งานเพียงเลือกสถุานีปลายทาง ระบบก็จะทำการประมวลผลเส้นทางที่เป็นไปได้ และเลือกเส้นทางที่เหมาะสมที่สุด ก่อนจะนำวีลแชร์อัจฉริยะ(Smart Wheelchair)ไปถึงจุดหมาย
     
       “ณ ตอนนี้เราถือว่าประสบความสำเร็จและพร้อมผลิตรถวีลแชร์อัจฉริยะ(Smart Wheelchair)หากมีผู้สนใจ แต่ปัญหาอีกสิ่งที่กังวลคือ เรื่องของราคาที่ค่อนข้างสูงอยู่ที่ประมาณ 2 แสนบาท เพราะระบบอัตโนมัติค่อนข้างซับซ้อนและต้องใช้อุปกรณ์ที่มีราคาแพง แต่ในอนาคตก็อาจจะถูกลงได้อีก และอยู่กับผู้ใช้ด้วยว่าต้องการระบบแบบไหนถ้าไม่ต้องการระบบอัตโนมัติก็จะลด ราคาลงมาได้อยู่ที่หลักหมื่นเลยทีเดียว” นักวิจัย กล่าวเพิ่มเติม
     
       นอกจากนี้นักวิจัยยังเผยด้วยว่า ผลงานวีลแชร์อัจฉริยะ(Smart Wheelchair)ยังเคยเข้าร่วมแข่งขันในเวที i-CREATe (international Convention on Rehabilitation Engineering and Assistive Technology) เวทีประกวดสิ่งประดิษฐ์คิดค้นระดับนานาชาติที่สิงคโปร์เมื่อช่วงปลายปี 2557 ที่ผ่านมา ซึ่งในการแข่งขันดังกล่าวได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ด้วย

Cr.ผู้จัดการ

วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2558

บัตรเครดิตบนสายรัดข้อมือ

Photo : PSFK

ในยุคหลังๆโลกเรา เริ่มที่จะมี Wearable เกิดขึ้นมามากมายที่ออกมาเพื่อตอบโจทย์ผู้คนบนโลกที่ต้องการความสะดวกสบาย และเก๋ไก๋มากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็น Smartwatch ที่นอกจากดูเวลาได้แล้วยังสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานได้เลย หรือ Smartband Wearable ยอดนิยมสำหรับคนออกกำลังกายที่จะช่วยเป็นเครื่องวัดความดัน วัดระบบเผาผลาญ  หรือ วัดการเต้นของหัวใจ ซึ่งทั้ง 2 สิ่งนี้แม้ว่าจะยังไม่ใช่เทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกได้แต่ก็ค่อนข้างที่จะได้ รับความนิยมไม่น้อยเลยทีเดียว

แต่คุณจะรุ้หรือไม่ละว่า? นอกจาก Wearable ทั้ง 2 สิ่งนั้นแล้ว…ทุกวันนี้ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกเก๋ๆสำหรับนักช๊อป หรือ นักใช้เงิน ที่จะทำให้เราใช้งานได้สะดวกสบายโดยที่ไม่ต้องหยิบบัตรเครดิตออกจากกระเป๋า ด้วย อย่าง bPay wristband สายรัดข้อมือที่จะช่วยให้คุณสามารถจ่ายเงินได้เพียงนำไปแตะกับเครื่องอ่าน ข้อมูลบัตรเครดิตเสมือนเป็นเครื่องรูดบัตร เลย

การ จ่ายเงินแบบตื๊ดๆ ถือว่าเป็นแนวโน้มต่อไปของวงการเทคโนโลยี หลายค่ายเริ่มไปแล้วทั้ง Apple pay, Android pay, Samsung pay แต่ต่อไปมันจะทำให้ชีวิตคุณง่ายขึ้นกว่านั้น ด้วยการแปรเปลี่ยนไปอยู่ในรูปแบบของอุปกรณ์สวมใส่ติดร่างกายแทน ต่อไปไม่จำเป็นต้องควักกระเป๋าหรือมือถือขึ้นมาจ่ายตังด้วยบัตรเครดิตผ่านเครื่องอ่านบัตรแถบแม่เหล็ก แต่มันจะเปลี่ยนไปในรูปแบบสายรัดข้อมือแทน

หนึ่ง ในนั้นคือ Barclayscard หรือเรียกสั้นๆ ว่า bPay ซึ่งจะอยู่ในรูปแบบของสายรัดข้อมือ, พวงกุญแจหรือสติกเกอร์ติดพื้นผิวต่างๆ ซึ่งการใช้งานผู้ใช้จะต้องลงทะเบียนอุปกรณ์เหล่านั้นก่อนโดยอุปกรณ์นี้จะ เชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน(สามารถใช้ได้กับระบบ iOS และ Android)เพื่อทำการเชื่อมต่อกับบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตของธนาคารที่สมัคร ไว้ แต่เราจำเป็นต้องลงทะเบียนด้วย Email และใส่รหัส 5 หลักก่อนนะถึงจะใช้งานได้  จากนั้นก็สามารถนำไปแตะกับเครื่องอ่านในร้านค้าต่างๆ เช่น Starbucks, David Lloyd, Pret a Manger, Mark & Spencer หรือร้านอื่นๆ ที่รองรับ

bPay จะเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อติดตามการใช้จ่ายต่างๆ ผ่านแอปซึ่งมีทั้ง iOS และ Android (ส่วนผู้ใช้ Windows phone แม้ยังไม่มีแอปก็สามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์แทน) รวมถึงเชื่อมโยงกับบัตรเครดิตและบัญชีธนาคาร นอกจากนั้นมือถือยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือเซ็ตอัพระบบ ซึ่งการตั้งค่าง่ายมากเลย เพียงแค่ใส่ชิพที่มีขนาดเท่ากับซิมโทรศัพท์เข้าไปในพวงกุญแจหรือสายรัดข้อ มือ ติดตั้งแอปลงมือถือ ลงทะเบียนใช้งานและสร้างรหัสผ่านเท่านั้นเอง

อุปกรณ์ bPay นั้นจะจำกัดวงเงินสูงสุดของทั้งบัญชีไว้ที่ 200 ปอนด์ (roughly $220 USD) หรือประมาณ 11,000 บาท ถ้าหากคุณใช้อุปกรณ์หลายตัวก็สามารถแบ่งแยกบัญชีเป็นรายอุปกรณ์ได้ ถ้าหากวงเงินอันไหนไม่พอก็มีฟีเจอร์ ‘auto-top’ ไปดึงเงินส่วนที่ขาดจากอีกบัญชีที่ยังไม่เกินมาจ่ายเพิ่มได้  จุดอ่อนของ bPay นั้นคือไม่เหมาะสมกับการจ่ายเงินทุกประเภท เพราะมันจำกัดเงินจ่ายหนึ่งครั้งไว้ที่ 20 ปอนด์หรือประมาณ 1,100 บาท เหมาะสำหรับการจ่ายเงินซื้อของเล็กๆ น้อยๆ มากกว่า

Cr.ARIP

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2558

ชำระเงินผ่านสแกนใบหน้า

ชำระเงินผ่านสแกนใบหน้า

เดี๋ยวนี้การจะจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าที่ห้างหรือร้านค้าทั่ว ๆ ไป ผ่านขั้นตอนการสแกนบาร์โค้ดรหัสสินค้า ด้วยเครื่องอ่านบาร์โค้ดเสร็จ เมื่อถึงเวลาชำระเงินที่จุดบริการ ผ่านบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต ก็แน่นอนว่าเราต้องการความปลอดภัยมากขึ้นด้วยเช่นกัน แค่การใส่รหัสผ่านอย่างเดียวหรือลายเซ็นต์นั้นเริ่มถูกมองว่าไม่แน่นหนาพอ จนหลายๆ คนเริ่มหันไปหาตัวการใช้เอกลักษณ์เฉพาะบุคคลมาช่วยยืนยันตัวตน อย่างเช่น เครื่องสแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint) หรือเครื่องอ่านม่านตา(Iris) เพราะนอกจากจะเป็นการยืนยันตนก่อนชำระเงินที่สำคัญไม่มีใครเหมือนใครได้แล้ว ในแง่ของการใช้งานก็ไม่ได้ยุ่งยากเกินไปด้วยเทคโนโยลีสมัยใหม่

มาสเตอร์ คาร์ด ที่เรารู้จักกันดีในฐานะผู้ให้บริการทางการเงินบัตรเครดิต ที่อำนวยความสะดวกแทนเงิน หลังจากสแกนบาร์โค้ดรหัสสินค้า ด้วยเครื่องอ่านบาร์โค้ดเสร็จ แล้วชำระบัตรเครดิตผ่านเครื่องรูดบัตร ได้เพิ่มกระบวนการชำระเงินในรูปแบบ biometric เพื่อสร้างความปลอดภัย ในการทำธุรกรรมการเงินแบบออนไลน์มากขึ้น  โดยรูปแบบการชำระเงินใหม่ที่มาสเตอร์คาร์ดนำมาใช้เป็นรูปแบบ biometric หลอมรวมเข้ากับความนิยมการถ่ายภาพเซลฟี่เป็นการยืนยันตัวตนก่อนการทำธุรกรรม ผ่านแอปพลิเคชันของมาสเตอร์คาร์ด ทั้งนี้ผู้ใช้จะต้องยืนยันตัวตนผ่านการเซลฟี่เพื่อเข้าสู่ระบบของ มาสเตอร์คาร์ดก่อน

ล่าสุด MasterCard ที่ออกมาเผยว่ากำลังทดสอบแอพพลิเคชั่นที่มาพร้อมระบบจดจำใบหน้าในการใช้สแกน ใบหน้าเพื่อตรวจสอบและยืนยันบุคคลก่อนการทำธุรกรรมการเงินบนโลกออนไลน์ เพียงแค่ติดตั้งแอพพลิเคชั่นนี้บนสมาร์ทโฟน จากนั้นเมื่อเราจะทำการจับจ่ายอะไรบนอินเตอร์เน็ทแอพพลิเคชั่นนี้ก็จะเด้ง ขึ้นมาบนมือถือ ถามว่าเราจะจ่ายเงินจำนวนนี้ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ก็จะขอตรวจสอบสแกนใบหน้าด้วยการเซลฟี่ใบหน้าว่าตรงกับข้อมูลที่เคยมี อยู่แต่แรกหรือเปล่า ซึ่งก็จะใช้กล้องด้านหน้าของสมาร์โฟนในการเก็บภาพใบหน้า ส่วนผู้ใช้งานก็มีหน้าที่แค่ยื่นหน้ามาหากล้องแล้วเซลฟี่ใบหน้าพร้อมกระพริบ ตาใส่เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นหน้าคนจริงๆ ไม่ใช่เป็นภาพถ่าย หากพบว่าลักษณะทางกายภาพตรงกันจึงจะสามารถทำธุรกรรมต่อได้ทันที

ทั้ง นี้นอกจากจะสแกนใบหน้าแล้วทาง MasterCard ก็ยังเพิ่มความสามารถให้แอพพลิเคชั่นดังกล่าวรองรับการสแกนลายนิ้วมือด้วย ซึ่งผู้ใช้งานก็จะสามารถเลือกได้ว่าจะยืนยันตัวตนด้วยอะไร แต่แน่นอนว่าการจะยืนยันตัวตนด้วยลายนิ้วมือนั้นก็ต้องเป็นสมาร์ทโฟนเครื่อง ที่รองรับด้วย

ซึ่งงานนี้ MasterCard จะไปจับมือกับบรรดาค่ายผู้ผลิตสมาร์ทโฟนทั้ง Apple, Samsung, Google, Microsoft และ BlackBerry เพื่อจะผลักดันแอพพลิเคชั่นสแกนใบหน้าดังกล่าวให้เกิดขึ้น และหลังจากนี้เขาจะมีการทดสอบการใช้งานในกลุ่มลูกค้า 500คน หากไม่ติดปัญหาใดๆ ก็คาดว่าจะเปิดให้ได้ใช้กันค่ะ หมดปัญหาการลืมรหัสผ่านหรือการโดนแฮคข้อมูลไปเลย แต่ก็สงสัยว่าถ้าหากใช้คลิปวีดีโอแสดงใบหน้าพร้อมมีการกระพริบตาแอพจะสามารถ แยกออกได้หรือไม่ว่านั่นไม่ใช่หน้าคนจริงๆ รวมไปถึงหากแต่งหน้าจัดเต็มลงไฮไลท์ ลงเฉดดิ้งติดขนตาปลอมเข้าไปมันจะยังจดจำใบหน้าของเราได้อยู่ไหมนะ?!

เทคโนโลยี สแกนใบหน้านี้...บัตรเครดิตมาสเตอร์การ์ด เริ่มทดลองการใช้ระบบจ่ายเงินออนไลน์ผ่านระบบสแกนใบหน้าแล้ว ลูกค้าของธนาคารเอบีเอ็น อัมโร (ABN Amro) ของเนเธอร์แลนด์ จำนวน 750 คน เข้าร่วมการทดสอบในครั้งนี้โดยมี ทุกคนจะต้องมีสมาร์ทโฟนที่มีโปรแกรมพัฒนาพิเศษสำหรับการทดสอบนี้ การตรวจสอบใบหน้าโดยใช้วิดีโอ  ซึ่งเป็นการทดลองใช้ครั้งแรกในโลก โดย บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล การ์ด เซอร์วิส International Card Service (ICS) ระบุ ช่วงเวลาที่จะทำการทดสอบระบบดังกล่าวคือ ระหว่างเดือน สิงหาคม ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน ปีนี้


Cr.ไทยรัฐ, Arstechnica