วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2558

กล้องจิ๋วเปลี่ยนเลนส์

เทคโนโลยีในยุคปัจจุบันพัฒนาไปอย่างรวด เร็ว ไม่ว่าจะเป็นมือถือรุ่นใหม่ๆ ที่ออกมาให้เลือกสรรมากมาย คอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่กล้องที่กลายเป็น แก็ดเจ็ต(Gadget) ชิ้นสำคัญของใครหลายๆ คน ฟังก์ชั่นที่หลากหลายที่แต่ละแบรนด์พยายามส่งออกมาแข่งขันกันอย่างคึกคักใน ตลาด เป็นเครื่องชี้วัดว่าเทคโนโลยีอยู่ใกล้ตัวเราอย่างแยกไม่ออก

รูป ภาพกลายเป็นสิ่งสำคัญในการบอกเล่าเรื่องราวในชีวิตของคนเรา เมื่อก่อนเราอาจจะถ่ายรูปเก็บไว้เพื่อดูเอง แต่ในปัจจุบัน กลายเป็นว่าเราถ่ายรูปกันเพื่อบอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเราให้ผู้อื่น ได้รู้ด้วย จากแค่กล้องธรรมดา ก็กลายเป็นว่าเราต้องจัดเต็มกันสุดๆ ไปโดยปริยายวันนี้เราจึงหยิบกล้องเจ๋งๆ มาแนะนำทุกคน ตัวนี้เป็นกล้องจิ๋วเปลี่ยนเลนส์คุณภาพแจ๋วชื่อว่า “Z E1″ ที่มาพร้อมหน้าจอ LCD 2.5 นิ้ว

กล้องที่ว่านี้เป็นกล้องจิ๋วเปลี่ยน เลนส์ เพราะมันมีขนาดเล็กจริงๆ ค่ะ ไม่ถึงคืบนึงด้วยซ้ำ กล้องจิ๋วเปลี่ยนเลนส์ E1 นั้นผลิตโดยบริษัทกล้องที่ชื่อว่า Z Camera ของ Jason Zhang ซึ่งเขาได้ระดมทุนเพื่อผลิตกล้องตัวนี้ออกมาวางขายในเว็บไซต์ kickstarter จนยอดระดมทุนทะลุเป้าหมายไปหลายเท่าตัวทีเดียว ทำไมคนถึงสนับสนุนเขามากขนาดนั้น เรามาดูความดีงามของกล้องตัวนี้กันดีกว่าค่ะ

กล้องจิ๋วเปลี่ยนเลนส์ E1 เป็นกล้องขนาดเล็กที่สามารถถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ กล้องจิ๋วเปลี่ยนเลนส์ยังสามารถใช้เลนส์ร่วมกับกล้อง Mirrorless จากกล้องแบรนด์อื่นๆ อย่าง Olympus, Panasonic Lumix, Leica และ Sigma สามารถปรับ ISO ให้สูงได้ถึง 102400 มีระบบเคลียร์นอยซ์ ซึ่งแน่นอนว่าจะถ่ายได้ดีในเวลากลางคืน 1/8000s shutter speed น้ำหนัก 209 กรัม กล้องจิ๋วเปลี่ยนเลนส์มีความละเอียดของภาพถ่าย 16 ล้านพิกเซล แต่ความคมชัดในการบันทึกวิดีโอนั้นสูงถึง 4K UHD แบตเตอร์รี่ 2,000 mAh

ความ สะดวกสบายสำหรับการใช้งานกล้องจิ๋วเปลี่ยนเลนส์ร่วมกับสมาร์โฟน(Smartphone) นั้นสามารถควบคุมตัวชัตเตอร์และจัดการภาพต่างๆ ได้จากบนสมาร์ทโฟนทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android ซึ่งสามารถใช้งานโดยเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi และ Bluetooth แถมมีแบตเตอรี่ในตัว 2,000 mAh รองรับ microSD ได้สูงสุด 128GB แถมยังสะดวกพกพาด้วยขนาด 50.25 x 75.2 x 56.1 มม. และน้ำหนักเพียง 168 กรัม

ส่วนชิปของแก็ด เจ็ต(Gadget) ตัวกล้องจิ๋วเปลี่ยนเลนส์ใช้ชิปประมวลผล Ambarella A9 รองรับการถ่ายวิดีโอนานสูงสุด 45 นาที และ 80 นาที หากไม่ได้เชื่อมต่อ Wi-Fi ด้วยความละเอียดแบบ 4K 4096×2160/24fps และแบบ UHD 3840×2160/30fps


ใคร ที่ชื่นชอบกล้องจิ๋วเปลี่ยนเลนส์ตัวนี้ สามารถเข้าไปดูได้ที่ kickstarter ราคาในช่วง Early Bird อยู่ที่ $599 (20,xxx บาท) ดูไปแล้วถือเป็นหนึ่งไอเท็มแก็ดเจ็ต(Gadget)ที่น่าสนใจไม่น้อยนะคะเนี่ย

Cr.Unlockmen

วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2558

รถสอดแนม IOIO


มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ จุดประกายนวัตกรรมที่ก่อให้เกิดสิ่งประดิษฐ์ไฮเทค 4 ชิ้น โดยนักศึกษาและอาจารย์พัฒนาต่อยอดจากเทคโนโลยีระดับสากลจากการเรียนการสอนใน ห้องเรียน ประกอบด้วย 1.รถสอดแนมกู้ภัย  2.ระบบผู้เชี่ยวชาญเสมือนจาก Facebook Oculus Rift  3.ระบบบริหารร่างกายฤาษีดัดตน และ 4.พริ้นเตอร์ 3 มิติ (3D Printer)

"อ.ณัฏฐ์ โอธนาทรัพย์" ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยเอเซียอาคเนย์ได้ร่วมกับคณาจารย์และนักศึกษาได้พัฒนางานเพื่อ ต่อยอดเทคโนโลยีเพื่อความทันสมัย โดยสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ได้นำอุปกรณ์เทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์สมาร์ทโฟน กล้อง Kinect ของ Microsoft หรือ Oculus Rift ของ Facebook และ Raspberry Pi มาประยุกต์ใช้งานร่วมกัน จนก่อให้เกิดผลงานที่น่าภาคภูมิใจ

สำหรับ สิ่งประดิษฐ์รถสอดแนม IOIO ที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในเหตุการณ์ตึกถล่มหรือสถานการณ์เหตุการณ์ความไม่สงบ ต่าง ๆ ซึ่งคนไม่สามารถเข้าไปได้เพราะอาจเกิดอันตราย เช่น การวางระเบิด และการจับคนเป็นตัวประกัน โดยสามารถใช้รถแนมเข้าไปสำรวจตามซอกเล็ก ๆ ที่สำคัญยังสามารถใส่อุปกรณ์อื่น ๆ เพิ่มเติมได้ เช่น กล้องปากกาสอดแนม  กล้องสอดแนม CCTV หรืออุปกรณ์ทำลายวัตถุระเบิด

วิธี ใช้งานคือ จะใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่องในการเชื่อมต่อและบังคับทิศทาง โทรศัพท์เครื่องที่ 1 จะคอยสั่งการผ่านบลูทูธ(Bluetooth) ส่งคำสั่งเข้าโทรศัพท์เครื่องที่ 2 ที่ติดตั้งอยู่กับรถ มีรัศมีทำการเท่ากับรัศมีของไวไฟ (Wifi) ตัวแอพพลิเคชั่นที่ใช้ โดยใช้ร่วมกับโทรศัพท์มือถือ พัฒนาต่อยอดมาจาก IOIO Board (อ่านว่า โยโย่ บอร์ด) ซึ่งถ้าเป็นรถบังคับทั่วไปคนที่คอนโทรลจะไม่เห็นอะไร แต่ตัวนี้จะเห็นมุมมองจากรถด้วยกล้องจิ๋ว ว่าวิ่งถึงไหน เข้าไปในไหนแล้ว อันนี้คือก้าวแรกของการพัฒนา

นอก จากนี้ยังมีสิ่งประดิษฐ์ระบบการบริหารร่างกายฤาษีดัดตน มีแนวคิดมาจากการที่เห็นประเทศอื่นทำท่าออกกำลังกายด้วยท่าบอดี้คอมแบต จี้กง โยคะ ทางมหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์จึงมีแนวคิดพัฒนาท่าบริหารร่างกายของไทยขึ้นมา บ้าง เพื่อส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทย จึงพัฒนาระบบการบริหารฤาษีดัดตนขึ้นมาเพื่อให้คนไทยได้บริหารร่างกายในท่า ฤาษีดัดตนอย่างถูกต้อง และไม่จำเป็นต้องไปที่วัดโพธิ์ เพราะระบบนี้จะทำให้เกิดความสนุกสนานกับการบริหารร่างกาย อุปกรณ์ที่ใช้จะเป็นกล้อง Kinect ของ Microsoft ที่จะคอยจับรายละเอียดร่างกาย เครื่องนี้สามารถเช็คท่าทางว่าทำถูกหรือไม่ มีการให้คะแนน เสมือนมีคนสอน มีทั้งหมด 18 ท่าหลัก

"อ.ณัฏฐ์" อธิบายต่อถึงสิ่งประดิษฐ์อีกชิ้นที่เป็นผลงานของนักศึกษาคือ ระบบผู้เชี่ยวชาญเสมือน Oculus เพื่อให้นักศึกษาได้เห็นมุมมองของอาจารย์ผู้สอนเป็นภาพ 3 มิติ โดยสมมุติอาจารย์เป็นวิศวกรสำรวจตึกใส่หมวกที่มีกล้องติดอยู่ นักศึกษาจะได้เห็นมุมมอง 3 มิติของกิจกรรมดังกล่าว ประโยชน์คือจะได้ความเชี่ยวชาญ และได้ประสบการณ์

สิ่งประดิษฐ์ตัวนี้ ใช้อุปกรณ์ Oculus Rift ของ Facebook เชื่อมต่อกับ Raspberry Pi ซึ่งทำหน้าที่เก็บบันทึกข้อมูล และเอากล้องเว็บแคมใส่กับหมวกเฮดการ์ด ซึ่งกล้องตัวนี้เหมือนกับลูกตา 2 ข้าง แล้วมีการบันทึกภาพเป็นสามมิติพร้อมเสียงของอาจารย์ผู้สอน

นอกจากนี้ ที่มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ยังมีการนำพริ้นเตอร์ 3มิติ (3D Printer)มาใช้สำหรับนักศึกษาวิชาออกแบบ เพื่อจะได้เห็นรูปร่างของชิ้นงานอย่างเป็นรูปธรรมในทุก ๆ ด้าน ไม่ใช่แค่ด้านเดียวเหมือนในกระดาษหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยการทำงานใช้ร่วมกับกล้อง Kinect ที่สามารถถ่ายภาพตื้นลึกเป็นภาพสามมิติได้ นำมาสแกน object หรือวัตถุรอบด้านก็จะได้ออกมาเป็น 3D โมเดล ได้ทันที

"ผศ.ดร.วีร พันธ์ ม่วงทองสุข" ผู้อำนวยการสำนักวิจัย มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ กล่าวเสริมว่า วัสดุที่ใช้ในการสร้างชิ้นงานสำหรับพรินเตอร์ 3 มิติ(3D Printer)คือ PLA เป็นไฟเบอร์จากอ้อยซึ่งจะไม่เป็นอันตราย มันจะละลายแล้วหลอมออกมาเป็นชิ้นงานโดยใช้ความร้อน ซึ่งตัวนี้เป็นโครงการที่ต้องการให้นักศึกษานำรายวิชาที่เรียนมาปรับและ พัฒนาให้เกิดประโยชน์

"ยกตัวอย่างนักศึกษาวิศวกรรมเครื่องกลจะมีวิชา ออกแบบหรือว่าเขียนแบบวิศวกรรม ปกติเขียนแบบจะแค่ดราฟอยู่ในคอมพิวเตอร์ แต่หากออกแบบก็จะคำนวณรูปร่างของวัสดุต่าง ๆ แต่ก็จะไม่เห็นของจริง เครื่องมือนี้สามารถช่วยสร้างความเข้าใจให้กับนักศึกษามากขึ้น เราเรียกว่า Rapid Modeling คือการทำการออกแบบแล้วพริ้นโมเดลออกมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีในโลกปัจจุบันนี้มีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก มนุษย์เราใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น"

"ฉัททวุฒิ พีชผล" อธิการบดี มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางมหาวิทยาลัยมุ่งเน้นให้นักศึกษาได้มีโอกาสลงมือปฎิบัติจริง เพื่อพัฒนาเยาวชนรุ่นใหม่มีความคิดสร้างสรรค์และมีความสามารถในการเรียนรู้ สูง โดยการให้โอกาสนักศึกษาได้คิด ฝึกฝน พัฒนากับของจริง เพื่อพัฒนาต่อยอดด้วยเครื่องมือการเรียนรู้ที่ทันสมัยตามมาตรฐานสากล มีส่วนช่วยส่งเสริมการเรียนรู้และช่วยเตรียมพร้อมพัฒนาให้นักศึกษา ของมหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ มีทักษะด้านเทคโนโลยีที่ต้องใช้ในการทำงานจริงในศตวรรษที่ 21 ได้เป็นอย่างดี เพิ่มประสบการณ์และทักษะของผู้เรียน และเป็นการสะท้อนถึงการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยไทยว่าไม่แพ้ชาติใดในโลก

Cr.ประชาชาติธุรกิจ

วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2558

รถวีลแชร์อัจฉริยะ


  รถวีลแชร์อัจฉริยะ

  เมื่อประเทศกำลังเดินหน้าเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและผู้พิการ อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องถูกพัฒนาขึ้นมาควบคู่กันจึงเป็นเรื่องของเครื่องมือ เครื่องไม้อัจฉริยะสำหรับตอบสนองการเคลื่อนไหว ในยามที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายทำงานได้ไม่สะดวกเหมือนเคย และจะดีแค่ไหนหากผู้พิการและผู้สูงอายุบนวีลแชร์สามารถไปไหนมาไหนเองได้ อย่างปลอดภัย และจะดีแค่ไหนหากพวกเขาสามารถสั่งงานอุปกรณ์เหล่านั้นได้แบบไม่ยากเย็น ตามไปดูวีลแชร์อัจฉริยะ(Smart Wheelchair)จากนักวิจัยมหิดล ที่จะทำให้ชีวิตของผู้พิการไม่ยุ่งยากอีกต่อไป
     
       นายดิลก ปืนฮวน นักศึกษาปริญญาเอกและนักวิจัยห้องปฏิบัติการเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ ภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้พัฒนารถวีลแชร์อัจฉริยะ(Smart Wheelchair) กล่าวว่า สิ่งประดิษฐ์ที่เขาทำขึ้นมีจุดประสงค์เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้สูงอายุ และผู้พิการที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ตั้งแต่ระดับที่มีอาการน้อยไป จนถึงระดับที่ไม่สามารถขยับร่างกายได้แต่สมองยังสั่งการได้อยู่ เพราะมีระบบนำทางอัตโนมัติที่ถูกโปรแกรมให้รับคำสั่งจากผู้ใช้งานได้โดยตรง

        รถวีลแชร์อัจฉริยะ(Smart Wheelchair)มีระบบนำทางอัตโนมัติที่พัฒนาขึ้นจะสามารถพาผู้ป่วยไปในสถานที่ ที่ต้องการได้ในปลายทางที่บันทึกไว้แล้วตั้งแต่แรก โดยใช้มือ ใช้คาง ในกรณีที่กล้ามเนื้อคอสามารถทำงานได้ปกติและระบบใช้การกลอกลูกตาหรือสัญญาณ จากสมอง ไปยังเคอเซอร์ที่จะกดคำสั่งบนจอคอมพิวเตอร์คล้ายกับการคลิกเมาส์ เพื่อควบคุมทิศทางของวีลแชร์ได้อย่างอิสระ
     
       นักวิจัย อธิบายว่า ระบบการทำงานของวีลแชร์มี 2 ระบบคือ ระบบอัตโนมัติและระบบธรรมดา โดยระบบนำทางอัตโนมัติที่พัฒนาขึ้นจะสามารถพาผู้ป่วยไปในสถานที่ที่ต้องการ ได้อัตโนมัติโดยการเลือกตำแหน่งปลายทางที่บันทึกไว้แล้วตั้งแต่แรก โดยใช้มือ ในกรณีที่ผู้ป่วยที่ยังใช้มือได้, ใช้คาง ในกรณีที่กล้ามเนื้อคอสามารถทำงานได้ปกติ, ใช้การกลอกลูกตาหรือสัญญาณจากสมอง ในกรณีที่ผู้ป่วยพิการทั้งร่างกายไปยังเคอเซอร์ที่จะกดคำสั่งบนจอ คอมพิวเตอร์คล้ายกับการคลิกเมาส์ ที่ในระหว่างการนำทางระบบยังสามารถตรวจจับ และหลบหลีกสิ่งกีดขวางอัตโนมัติเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ได้อีกด้วย
     
       “ความโดดเด่นอีกประการ คือ ผู้ใช้รถวีลแชร์อัจฉริยะ(Smart Wheelchair)สามารถเปลี่ยนโหมด การทำงานเป็นโหมดการทำงานแบบธรรมดาได้ด้วย ซึ่งในการควบคุมโหมดธรรมดานี้ผู้ใช้จะสั่งงานได้จากหลายๆ อวัยวะตามถนัดทั้งมือ, คาง, ตา หรือสัญญาณสมอง เพื่อควบคุมทิศทางของวีลแชร์ได้อย่างอิสระ และยังสามารถบันทึกตำแหน่งที่ต้องการเพิ่มเติมได้อีก ” นายดิลก เผยแก่ทีมข่าวผู้จัดการวิทยาศาสตร์

       ในส่วนขององค์ประกอบ นายดิลก ระบุว่าจะแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ 1.ส่วนของคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก (Mini PC) สำหรับเก็บข้อมูลจากอุปกรณ์ต่างๆ บนวีลแชร์เพื่อส่งไปยังเซิฟเวอร์ผ่านระบบไวไฟ, 2.จอแอลอีดีเล็กขนาด 7 นิ้ว สำหรับติดต่อกับผู้ใช้งาน,3.เครื่องสแกนเลเซอร์(Laser Scanner)เป็นเสมือนเครื่องสแกนแบบพกพา สำหรับระบุตำแหน่งของวีลแชร์ เพื่อใช้ในการนำทางและตรวจจับสิ่งกีดขวาง และส่วนสุดท้ายคือ 4.สแกนเนอร์เลเซอร์แบบหมุนได้ ที่ใช้สำหรับตรวจสอบจับสิ่งกีดขวางที่อยู่บนพื้น
     
       ก่อนที่จะใช้ระบบนำทางอัตโนมัตินั้นระบบจำเป็นจะต้องมีแผนที่ของห้องที่ผู้ ใช้จะไปก่อน โดยระบบจะทำการสร้างแผนที่จากโอโดมิเตอร์ (Odometer) และเครื่องสแกนเลเซอร์ (Laser Scanner) ที่ทำหน้าที่เหมือนเครื่องสแกนแบบพกพาติด ตั้งอยู่บนรถเข็นโดยใช้เทคนิคที่เรียกว่า “แสลม” (Simulatoneus locolization and mapping: SLAM) ที่จะบันทึกจุดหรือสถานที่ที่ผู้ใช้งานใช้เป็นประจำ เช่น ห้องน้ำ ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ซึ่งระบบแสลมดังกล่าวนักวิจัยเผยว่า ได้พัฒนาขึ้นมาจากระบบอาร์โอเอส (Robot Operating System: ROS) ที่ผู้ใช้งานเพียงเลือกสถุานีปลายทาง ระบบก็จะทำการประมวลผลเส้นทางที่เป็นไปได้ และเลือกเส้นทางที่เหมาะสมที่สุด ก่อนจะนำวีลแชร์อัจฉริยะ(Smart Wheelchair)ไปถึงจุดหมาย
     
       “ณ ตอนนี้เราถือว่าประสบความสำเร็จและพร้อมผลิตรถวีลแชร์อัจฉริยะ(Smart Wheelchair)หากมีผู้สนใจ แต่ปัญหาอีกสิ่งที่กังวลคือ เรื่องของราคาที่ค่อนข้างสูงอยู่ที่ประมาณ 2 แสนบาท เพราะระบบอัตโนมัติค่อนข้างซับซ้อนและต้องใช้อุปกรณ์ที่มีราคาแพง แต่ในอนาคตก็อาจจะถูกลงได้อีก และอยู่กับผู้ใช้ด้วยว่าต้องการระบบแบบไหนถ้าไม่ต้องการระบบอัตโนมัติก็จะลด ราคาลงมาได้อยู่ที่หลักหมื่นเลยทีเดียว” นักวิจัย กล่าวเพิ่มเติม
     
       นอกจากนี้นักวิจัยยังเผยด้วยว่า ผลงานวีลแชร์อัจฉริยะ(Smart Wheelchair)ยังเคยเข้าร่วมแข่งขันในเวที i-CREATe (international Convention on Rehabilitation Engineering and Assistive Technology) เวทีประกวดสิ่งประดิษฐ์คิดค้นระดับนานาชาติที่สิงคโปร์เมื่อช่วงปลายปี 2557 ที่ผ่านมา ซึ่งในการแข่งขันดังกล่าวได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ด้วย

Cr.ผู้จัดการ

วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2558

บัตรเครดิตบนสายรัดข้อมือ

Photo : PSFK

ในยุคหลังๆโลกเรา เริ่มที่จะมี Wearable เกิดขึ้นมามากมายที่ออกมาเพื่อตอบโจทย์ผู้คนบนโลกที่ต้องการความสะดวกสบาย และเก๋ไก๋มากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็น Smartwatch ที่นอกจากดูเวลาได้แล้วยังสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานได้เลย หรือ Smartband Wearable ยอดนิยมสำหรับคนออกกำลังกายที่จะช่วยเป็นเครื่องวัดความดัน วัดระบบเผาผลาญ  หรือ วัดการเต้นของหัวใจ ซึ่งทั้ง 2 สิ่งนี้แม้ว่าจะยังไม่ใช่เทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกได้แต่ก็ค่อนข้างที่จะได้ รับความนิยมไม่น้อยเลยทีเดียว

แต่คุณจะรุ้หรือไม่ละว่า? นอกจาก Wearable ทั้ง 2 สิ่งนั้นแล้ว…ทุกวันนี้ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกเก๋ๆสำหรับนักช๊อป หรือ นักใช้เงิน ที่จะทำให้เราใช้งานได้สะดวกสบายโดยที่ไม่ต้องหยิบบัตรเครดิตออกจากกระเป๋า ด้วย อย่าง bPay wristband สายรัดข้อมือที่จะช่วยให้คุณสามารถจ่ายเงินได้เพียงนำไปแตะกับเครื่องอ่าน ข้อมูลบัตรเครดิตเสมือนเป็นเครื่องรูดบัตร เลย

การ จ่ายเงินแบบตื๊ดๆ ถือว่าเป็นแนวโน้มต่อไปของวงการเทคโนโลยี หลายค่ายเริ่มไปแล้วทั้ง Apple pay, Android pay, Samsung pay แต่ต่อไปมันจะทำให้ชีวิตคุณง่ายขึ้นกว่านั้น ด้วยการแปรเปลี่ยนไปอยู่ในรูปแบบของอุปกรณ์สวมใส่ติดร่างกายแทน ต่อไปไม่จำเป็นต้องควักกระเป๋าหรือมือถือขึ้นมาจ่ายตังด้วยบัตรเครดิตผ่านเครื่องอ่านบัตรแถบแม่เหล็ก แต่มันจะเปลี่ยนไปในรูปแบบสายรัดข้อมือแทน

หนึ่ง ในนั้นคือ Barclayscard หรือเรียกสั้นๆ ว่า bPay ซึ่งจะอยู่ในรูปแบบของสายรัดข้อมือ, พวงกุญแจหรือสติกเกอร์ติดพื้นผิวต่างๆ ซึ่งการใช้งานผู้ใช้จะต้องลงทะเบียนอุปกรณ์เหล่านั้นก่อนโดยอุปกรณ์นี้จะ เชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน(สามารถใช้ได้กับระบบ iOS และ Android)เพื่อทำการเชื่อมต่อกับบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตของธนาคารที่สมัคร ไว้ แต่เราจำเป็นต้องลงทะเบียนด้วย Email และใส่รหัส 5 หลักก่อนนะถึงจะใช้งานได้  จากนั้นก็สามารถนำไปแตะกับเครื่องอ่านในร้านค้าต่างๆ เช่น Starbucks, David Lloyd, Pret a Manger, Mark & Spencer หรือร้านอื่นๆ ที่รองรับ

bPay จะเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อติดตามการใช้จ่ายต่างๆ ผ่านแอปซึ่งมีทั้ง iOS และ Android (ส่วนผู้ใช้ Windows phone แม้ยังไม่มีแอปก็สามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์แทน) รวมถึงเชื่อมโยงกับบัตรเครดิตและบัญชีธนาคาร นอกจากนั้นมือถือยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือเซ็ตอัพระบบ ซึ่งการตั้งค่าง่ายมากเลย เพียงแค่ใส่ชิพที่มีขนาดเท่ากับซิมโทรศัพท์เข้าไปในพวงกุญแจหรือสายรัดข้อ มือ ติดตั้งแอปลงมือถือ ลงทะเบียนใช้งานและสร้างรหัสผ่านเท่านั้นเอง

อุปกรณ์ bPay นั้นจะจำกัดวงเงินสูงสุดของทั้งบัญชีไว้ที่ 200 ปอนด์ (roughly $220 USD) หรือประมาณ 11,000 บาท ถ้าหากคุณใช้อุปกรณ์หลายตัวก็สามารถแบ่งแยกบัญชีเป็นรายอุปกรณ์ได้ ถ้าหากวงเงินอันไหนไม่พอก็มีฟีเจอร์ ‘auto-top’ ไปดึงเงินส่วนที่ขาดจากอีกบัญชีที่ยังไม่เกินมาจ่ายเพิ่มได้  จุดอ่อนของ bPay นั้นคือไม่เหมาะสมกับการจ่ายเงินทุกประเภท เพราะมันจำกัดเงินจ่ายหนึ่งครั้งไว้ที่ 20 ปอนด์หรือประมาณ 1,100 บาท เหมาะสำหรับการจ่ายเงินซื้อของเล็กๆ น้อยๆ มากกว่า

Cr.ARIP

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2558

ชำระเงินผ่านสแกนใบหน้า

ชำระเงินผ่านสแกนใบหน้า

เดี๋ยวนี้การจะจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าที่ห้างหรือร้านค้าทั่ว ๆ ไป ผ่านขั้นตอนการสแกนบาร์โค้ดรหัสสินค้า ด้วยเครื่องอ่านบาร์โค้ดเสร็จ เมื่อถึงเวลาชำระเงินที่จุดบริการ ผ่านบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต ก็แน่นอนว่าเราต้องการความปลอดภัยมากขึ้นด้วยเช่นกัน แค่การใส่รหัสผ่านอย่างเดียวหรือลายเซ็นต์นั้นเริ่มถูกมองว่าไม่แน่นหนาพอ จนหลายๆ คนเริ่มหันไปหาตัวการใช้เอกลักษณ์เฉพาะบุคคลมาช่วยยืนยันตัวตน อย่างเช่น เครื่องสแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint) หรือเครื่องอ่านม่านตา(Iris) เพราะนอกจากจะเป็นการยืนยันตนก่อนชำระเงินที่สำคัญไม่มีใครเหมือนใครได้แล้ว ในแง่ของการใช้งานก็ไม่ได้ยุ่งยากเกินไปด้วยเทคโนโยลีสมัยใหม่

มาสเตอร์ คาร์ด ที่เรารู้จักกันดีในฐานะผู้ให้บริการทางการเงินบัตรเครดิต ที่อำนวยความสะดวกแทนเงิน หลังจากสแกนบาร์โค้ดรหัสสินค้า ด้วยเครื่องอ่านบาร์โค้ดเสร็จ แล้วชำระบัตรเครดิตผ่านเครื่องรูดบัตร ได้เพิ่มกระบวนการชำระเงินในรูปแบบ biometric เพื่อสร้างความปลอดภัย ในการทำธุรกรรมการเงินแบบออนไลน์มากขึ้น  โดยรูปแบบการชำระเงินใหม่ที่มาสเตอร์คาร์ดนำมาใช้เป็นรูปแบบ biometric หลอมรวมเข้ากับความนิยมการถ่ายภาพเซลฟี่เป็นการยืนยันตัวตนก่อนการทำธุรกรรม ผ่านแอปพลิเคชันของมาสเตอร์คาร์ด ทั้งนี้ผู้ใช้จะต้องยืนยันตัวตนผ่านการเซลฟี่เพื่อเข้าสู่ระบบของ มาสเตอร์คาร์ดก่อน

ล่าสุด MasterCard ที่ออกมาเผยว่ากำลังทดสอบแอพพลิเคชั่นที่มาพร้อมระบบจดจำใบหน้าในการใช้สแกน ใบหน้าเพื่อตรวจสอบและยืนยันบุคคลก่อนการทำธุรกรรมการเงินบนโลกออนไลน์ เพียงแค่ติดตั้งแอพพลิเคชั่นนี้บนสมาร์ทโฟน จากนั้นเมื่อเราจะทำการจับจ่ายอะไรบนอินเตอร์เน็ทแอพพลิเคชั่นนี้ก็จะเด้ง ขึ้นมาบนมือถือ ถามว่าเราจะจ่ายเงินจำนวนนี้ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ก็จะขอตรวจสอบสแกนใบหน้าด้วยการเซลฟี่ใบหน้าว่าตรงกับข้อมูลที่เคยมี อยู่แต่แรกหรือเปล่า ซึ่งก็จะใช้กล้องด้านหน้าของสมาร์โฟนในการเก็บภาพใบหน้า ส่วนผู้ใช้งานก็มีหน้าที่แค่ยื่นหน้ามาหากล้องแล้วเซลฟี่ใบหน้าพร้อมกระพริบ ตาใส่เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นหน้าคนจริงๆ ไม่ใช่เป็นภาพถ่าย หากพบว่าลักษณะทางกายภาพตรงกันจึงจะสามารถทำธุรกรรมต่อได้ทันที

ทั้ง นี้นอกจากจะสแกนใบหน้าแล้วทาง MasterCard ก็ยังเพิ่มความสามารถให้แอพพลิเคชั่นดังกล่าวรองรับการสแกนลายนิ้วมือด้วย ซึ่งผู้ใช้งานก็จะสามารถเลือกได้ว่าจะยืนยันตัวตนด้วยอะไร แต่แน่นอนว่าการจะยืนยันตัวตนด้วยลายนิ้วมือนั้นก็ต้องเป็นสมาร์ทโฟนเครื่อง ที่รองรับด้วย

ซึ่งงานนี้ MasterCard จะไปจับมือกับบรรดาค่ายผู้ผลิตสมาร์ทโฟนทั้ง Apple, Samsung, Google, Microsoft และ BlackBerry เพื่อจะผลักดันแอพพลิเคชั่นสแกนใบหน้าดังกล่าวให้เกิดขึ้น และหลังจากนี้เขาจะมีการทดสอบการใช้งานในกลุ่มลูกค้า 500คน หากไม่ติดปัญหาใดๆ ก็คาดว่าจะเปิดให้ได้ใช้กันค่ะ หมดปัญหาการลืมรหัสผ่านหรือการโดนแฮคข้อมูลไปเลย แต่ก็สงสัยว่าถ้าหากใช้คลิปวีดีโอแสดงใบหน้าพร้อมมีการกระพริบตาแอพจะสามารถ แยกออกได้หรือไม่ว่านั่นไม่ใช่หน้าคนจริงๆ รวมไปถึงหากแต่งหน้าจัดเต็มลงไฮไลท์ ลงเฉดดิ้งติดขนตาปลอมเข้าไปมันจะยังจดจำใบหน้าของเราได้อยู่ไหมนะ?!

เทคโนโลยี สแกนใบหน้านี้...บัตรเครดิตมาสเตอร์การ์ด เริ่มทดลองการใช้ระบบจ่ายเงินออนไลน์ผ่านระบบสแกนใบหน้าแล้ว ลูกค้าของธนาคารเอบีเอ็น อัมโร (ABN Amro) ของเนเธอร์แลนด์ จำนวน 750 คน เข้าร่วมการทดสอบในครั้งนี้โดยมี ทุกคนจะต้องมีสมาร์ทโฟนที่มีโปรแกรมพัฒนาพิเศษสำหรับการทดสอบนี้ การตรวจสอบใบหน้าโดยใช้วิดีโอ  ซึ่งเป็นการทดลองใช้ครั้งแรกในโลก โดย บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล การ์ด เซอร์วิส International Card Service (ICS) ระบุ ช่วงเวลาที่จะทำการทดสอบระบบดังกล่าวคือ ระหว่างเดือน สิงหาคม ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน ปีนี้


Cr.ไทยรัฐ, Arstechnica

วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ตู้ไวไฟ(Wi-Fi)หยอดเหรียญ

ตู้ไวไฟ(Wi-Fi)หยอดเหรียญ

19/8/2015 11:35

    ตู้ไวไฟ(Wi-Fi)หยอดเหรียญ

     คงไม่มีใครปฏิเสธได้ถึงการใช้ชีวิตของสังคมปัจจุบันที่อินเตอร์เน็ตเข้ามามี บทบาทในการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมาก ไม่ว่าจะเพื่อการประกอบอาชีพ การสนทนาติดต่อสื่อสาร หรือการสั่งซื้อของและการทำธุรกรรมต่างๆ ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ซึ่งจำเป็นต้องใช้สัญญาณอินเตอร์เน็ต ไม่เช่นนั้นก็ควรมี Pocket WiFi ติดตัวไปเพื่อการดังกล่าว    

      ปัญหาอินเทอร์เน็ตไม่เป็นดังใจหวังหากไม่มีสัญญาณไวไฟ หรือไม่มีอุปกรณ์ไวไฟพกพาติด ตัวไปด้วย เมื่อไปยังสถานที่ไม่คุ้นเคย  กลายเป็นปัญหาสำคัญสำหรับใครหลายๆ คน หากต้องติดต่องานผ่านอินเทอร์เน็ตตลอดเวลา ซึ่งหนึ่งในนั้นคืออาจารย์ภาควิชาคณิตศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์ ม.เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จึงปิ๊งไอเดียสร้างเครื่องกระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ตหยอดเหรียญ หรือ ตู้ไวไฟ(Wi-Fi)หยอดเหรียญ สร้างเครือข่ายอออนไลน์ไม่สะดุด
     
       สารพัดตู้หยอดเหรียญที่เข้ามาเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้คนในปัจจุบันกลาย เป็นวิถีชีวิตคนเมืองที่หลายคนขาดไม่ได้ ล่าสุดมีผู้คิดค้น “ตู้กระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ตแบบหยอดเหรียญ” ตอบโจทย์เทรนด์คนรุ่นใหม่ พร้อมจดอนุสิทธิบัตร การันตีนวัตกรรมไอทีหนึ่งเดียวในไทย
     
       ผศ.ดร.ชุติมา ประสาทแก้ว อาจารย์สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ ภาควิชาคณิตศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เจ้าของผลงาน “เครื่องให้บริการกระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ตแบบหยอดเหรียญ (Wi-Fi Vending Machine)"
     
       เผยที่มาไอเดียนี้ว่าเกิดมาจากตัวเองล้วนๆ ที่ต้องเดินทางไปต่างจังหวัดอยู่บ่อยครั้ง แต่ยังต้องติดต่องานผ่านทางอินเทอร์เน็ตตลอดเวลา ซึ่งบางครั้งหลายสถานที่ก็ไม่เอื้ออำนวยในการทำงานต้องไปหาร้านอินเทอร์เน็ต เพื่อทำงานซึ่งไม่สะดวก จึงคิดว่าหากมีเครื่องกระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ตหยอดเหรียญเหมือนตู้น้ำดื่ม หยอดเหรียญ ตู้เติมเงินมือถือก็คงจะดี จึงเป็นที่มาของ ตู้ไวไฟ(Wi-Fi)หยอดเหรียญ

        ทำให้อาจารย์ชุติมาเริ่มศึกษาข้อมูลเรื่องสัญญาณอินเทอร์เน็ตเพื่อนำมาปรับ ใช้ในการสร้างเครื่องกระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ต โดยพบว่าปัจจุบันมีวิธีเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่ายไร้สาย Wireless Lan สามารถลดค่าใช้จ่ายในการวางระบบบเครือข่าย โดยไม่ต้องมีการวางระบบเครือข่ายให้ยุ่งยากซับซ้อน ไม่ต้องเดินสาย LAN เพียงมีจุดในการวางอุปกรณ์ Access Point ที่สามารถกระจายสัญญาณได้ดี
      
         รวมถึงเป็นทำเลที่ขยายระบบได้ง่าย ปรับใช้ในองค์กรหรือความต้องการได้อย่างเหมาะสม ก็จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายแก่ผู้ใช้งานได้ โดย ตู้ไวไฟ(Wi-Fi)หยอดเหรียญ ดังกล่าวเหมาะสำหรับสถานประกอบการต่างๆ ด้านธุรกิจการสื่อสารหรือตามสถานที่ต่างๆ เช่น สถานีรถขนส่ง สถานีรถไฟหรือรถไฟฟ้า โรงพยาบาล หน่วยงานราชการ (อำเภอ ที่ดิน และศาล) สถานที่ท่องเที่ยว เป็นต้น เพื่อตอบโจทย์การให้บริการสัญญาณอินเตอร์เน็ตที่ง่ายและสะดวกในการใช้งาน
     
       สำหรับเครื่องกระจายสัญญาณไวไฟแบบหยอดเหรียญ หรือ ตู้ไวไฟ(Wi-Fi)หยอดเหรียญ เป็นการซื้อเวลาในการเข้าใช้บริการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต โดยลักษณะการทำงานของผู้ใช้หยอดเหรียญเข้าไปในเครื่องตามจำนวนชั่วโมงที่ ต้องการใช้ เครื่องจะพิมพ์ User Name และ Password สำหรับใช้งานในระบบ จากนั้นระบบจะทำการจับเวลาในการเข้าใช้งานและจะหยุดบริการเมื่อหมดเวลาใช้ งาน ถือว่าขั้นตอนไม่ยุ่งยากสำหรับผู้ใช้งานเลย

       ซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาต่อยอด ตู้ไวไฟ(Wi-Fi)หยอดเหรียญ กับนักศึกษา โดยพัฒนาระบบเพื่อตอบสนองความต้องการให้กับกลุ่มผู้ใช้หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะผู้พิการทางสายตา พิการทางการได้ยิน เช่น การจัดทำอักษรเบรลหรือคำบรรยาย สำหรับคำสั่งต่างๆ ในการใช้งาน หรือมีเสียงประกอบ เป็นต้น

        นอกจากนี้ยังพัฒนาเพิ่มระยะของการปล่อยสัญญาณ Wi-Fi ให้มีความไกลและแรงมากขึ้น เพิ่มเครื่องรับเงินแบบธนบัตร เพิ่มเครื่องทอนเงิน ให้มีการแจ้งเตือนเมื่อเวลาการใช้งานใกล้จะหมดตามจำนวนเงินที่หยอด มีกล้องวงจรปิดติดที่เครื่องเก็บข้อมูลลงฐานข้อมูลเพื่อใช้อ้างอิงกรณีที่ อาจเกิดปัญหาหรือต้องการใช้อ้างอิงในทางกฎหมาย มีระบบสัญญาณกันขโมยติดที่เครื่อง

        ผู้สนใจเครื่องกระจายสัญญาณ Wi-Fi แบบหยอดเหรียญ สอบถามรายละเอียดได้ที่ ผศ.ดร.ชุติมา ประสาทแก้ว โทร.080-5791872 หรือสนใจเข้าชมผลงานดังกล่าวได้ ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี โดยที่ผ่านมามีผู้สนใจซื้อตู้WiFiหยอดเหรียญเข้ามาเป็นจำนวนมาก แต่ทางอาจารย์ชุติมายังไม่พร้อมเพราะต้องปรับเปลี่ยนและพัฒนาบางส่วน แต่คาดว่าจะออกจำหน่ายได้ในเร็วๆ นี้
     
        ล่าสุดเครื่องกระจายสัญญาณไวไฟแบบหยอดเหรียญ หรือ ตู้ไวไฟ(Wi-Fi)หยอดเหรียญ อาจารย์ชุติมาได้ทำการจดอนุสิทธิบัตรไว้เรียบร้อยแล้วป้องกันการลอกเลียนแบบ

Cr.ผู้จัดการ,Flashfly

ข้าวหอมมะลิลดความดัน

ข้าวหอมมะลิลดความดัน

31/8/2015 10:51

ข้าวหอมมะลิลดความดัน

โรคความดันเลือดสูง มีอุบัติการณ์เกิดโรคสูงขึ้นทุกปีและเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

ข้าว เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย “รำข้าว” ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการขัดสีข้าวเปลือกนั้น นอกจากจะมีคุณค่าทางอาหารแล้ว ยังพบว่าเปปไทด์ที่สกัดจากรำข้าวนั้นมีฤทธิ์กำจัดอนุมูลอิสระและยังยั้งการ สร้างสารที่ทำให้หลอดเลือดตีบแคบ ดังนั้นหากมีการนำเปปไทด์รำข้าวมาทำการศึกษาวิจัยต่อยอดทั้งในคนและสัตว์ที่ มีภาวะความดันเลือดสูงที่วัดได้จากเครื่องวัดความดัน จะทำให้ได้ข้อมูลสำคัญที่นำไปใช้ในการพัฒนาเปปไทด์รำข้าวให้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพต่อไป

จาก ผลการศึกษาวิจัยของ รศ.ยุพา คู่คงวิริยพันธุ์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และคณะวิจัย ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พบว่า เปปไทด์รำข้าวหอมมะลิมีความปลอดภัยในการนำไปใช้ และจากการทดลองในหนูทดลองความดันเลือดสูง พบว่าเปปไทด์รำข้าวมีฤทธิ์กำจัดอนุมูลอิสระ ลดความดันเลือด และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหลอดเลือด ส่วนการศึกษาในคนที่เริ่มเป็นความดันเลือดสูงที่วัดค่าได้จากเครื่องวัดความดัน พบว่าเปปไทด์รำข้าวช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและลดความแข็งของหลอดเลือดแดง จึงลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดซึ่งเป็นโรคสำคัญที่ทำ ให้ประชากรเสียชีวิตเป็นจำนวนมากในแต่ละปี

ดังนั้นผลจากการศึกษา วิจัยในโครงการนี้จึงพบข้อมูลใหม่ที่สำคัญและเป็นรายงานชิ้นแรกเกี่ยวกับผล ของเปปไทด์รำข้าวในการเป็นสารต้านออกซิเดชัน ลดความดันเลือด และช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของหลอดเลือดแดง ซึ่งเป็นผลดีอย่างยิ่งกับคนสูงอายุ และคนที่มีการเสื่อมถอยของระบบการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดก่อนวัยอันควร โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคความดันเลือดสูง ได้ทำการจดอนุสิทธิบัตรแล้วเมื่อปี 2551 ชื่อผลงานคือ "การผลิตโปรตีนไฮโดรไลเสทจากรำข้าวที่มีคุณสมบัติลดความดัน"

ปัจจุบัน ประชาชนทั่วไปเริ่มหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพมากยิ่งขึ้น ทำให้ภาคเอกชนได้ผลิตเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของเปปไทด์ แต่ยังไม่พบว่าเป็นเปปไทด์ที่ได้จากโปรตีนรำข้าวหอมมะลิ ส่วนใหญ่จะสกัดเปปไทด์จากโปรตีนจากถั่วเหลือง ซึ่งราคาขายยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์สูง ขวดละประมาณ 70 บาท เนื่องจากว่าราคาเปปไทด์ผงโดยทั่วไปปัจจุบันตกอยู่ที่กิโลกรัมละ 3,000-4,000 บาท ซึ่งยังถือว่าราคาสูงมาก

ผลงานวิจัยนี้จะช่วยเพิ่ม มูลค่ารำข้าวที่เป็นวัสดุเหลือใช้ให้เป็นสารเสริมสุขภาพ เพื่อป้องกันและรักษาโรคความดันเลือดสูงต่อไป งานวิจัยนี้ส่งผลดีทางด้านการสาธารณสุข การเกษตร การอุตสาหกรรม และการพาณิชย์ของประเทศ ทำให้ข้าวไทยและกากรำข้าวไทยมีมูลค่าสูงขึ้น สามารถแข่งขันกับตลาดข้าวระดับโลก และเพิ่มชื่อเสียงให้กับข้าวหอมมะลิของประเทศไทย

ส่วนกระบวนการศึกษา วิจัย ขั้นแรกนำรำข้าวมาสกัดน้ำมันออกก่อน จากนั้นนำไปสกัดโปรตีน เมื่อได้โปรตีนจากรำข้าวแล้วจึงนำไปผสมน้ำในอัตราส่วน 1 ต่อ 4 จากนั้นนำมาปรับสภาพให้อยู่ในสภาวะที่เหมาะสมที่เอนไซม์จะทำงาน คือ ค่า pH8 อุณหภูมิประมาณ 55 องคาเซลเซียส โดยใช้เวลาในการย่อยสลายโดยเอนไซม์โพรเทค 6 L ประมาณ 4 ชั่วโมง จากนั้นก็จะหยุดปฏิกิริยาของเอนไซม์ โดยการให้ความร้อนที่อุณหภูมิประมาณ 95-100 องศาเซลเซียส ใช้เวลา 10-15 นที จากนั้นนำมาแยกโดยการกรอง ผ่านอัลตราฟิลเทนชั่นเมมเบรน จนได้สารละลายที่มีองค์ประกอบของเปปไทด์ซึ่งอยู่ในรูปของผงละเอียด

แต่ งานวิจัยชิ้นนี้คงจะต้องมีการศึกษาต่อถึงเรื่องโครงสร้างของตัวเปปไทด์ ความคงตัว รวมทั้งอาจศึกษาต่อว่าสารเปปไทด์มีผลต่อระบบสมองหรือไม่ รวมทั้งอาจจะศึกษาถึงแนวทางการเพิ่มผลผลิตเปปไทด์โดยเปลี่ยนจากการทำแห้งแบบ ละเหิดมาเป็นแบบพ่นฝอย

ล่าสุดทางนักวิจัยได้มีการนำเสนอผลงานการ วิจัยต่อผู้ประกอบการผลิตน้ำมันรำข้าว ที่มีความสนใจในการใช้ประโยชน์จากโปรตีนรำข้าวนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร สุขภาพ ทั้งในรูปแบบของแคปซูล ชนิดผง หรือในรูปแบบผสมในเครื่องดื่ม ซึ่งหากงานวิจัยสามารถผลิตโปรตีนไฮโดรไลเสทจากรำข้าวที่มีคุณสมบัติช่วยลด ความดัน หรือต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงมีความคุ้มค่าต่อการลงทุน ทางผู้ประกอบการก็มีความสนใจที่จะลงทุนต่อไปในอนาคต

ปัจจุบันนี้ทีม นักวิจัยได้ทดลองผลิตเครื่องดื่มนมถั่วเหลืองผสมเปปไทด์จากโปรตีนรำข้าวหอม มะลิขนาด 180 มิลลิกรัม/ขวด โดยผสมน้ำนมถั่วเหลือง 94.9% น้ำตาล 5% และเปปไทด์รำข้าวอีก 100 มิลลิกรัม ซึ่งคำนวณต้นทุนการผลิตคาดว่าราคาขายน่าจะอยู่ที่ขวดละ 15-20 บาท

Cr.บ้านเมือง,มหาวิทยาลัยขอนแก่น